รายงานพิเศษ : ความหวังนักเสพ...‘บ้านพระเมตตาโมเดล’ ต้นแบบชุมชนบำบัดยาเสพติดภาคเหนือ

รายงานพิเศษ : ความหวังนักเสพ...‘บ้านพระเมตตาโมเดล’ ต้นแบบชุมชนบำบัดยาเสพติดภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“บ้านพระเมตตา” โมเดลชุมชนบำบัดยาเสพติดภาคเหนือ ดูแลให้การบำบัดแบบองค์รวม เน้นเสริมกิจกรรมชุมชนบำบัด เผยปี 2568 มีผู้ป่วยเลิกใช้ยาเสพติดสำเร็จสูงถึงร้อยละ 92 ย้ำแม้เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร แต่มีภาระค่าใช้จ่าย อยู่ระหว่างยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็น “หน่วยบริการมาตรา 3 ด้านยาเสพติด” ระบบบัตรทอง ด้าน สบยช. พร้อมหนุนเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ผู้ป่วย 

นายก่อชิ เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านหลวง (เทศบาลตำบลบ้านหลวง) อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ นำคณะผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำโดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. และผู้อำนวยการ สปสช. เขตทั้ง 13 เขต พร้อมด้วย นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงพื้นที่ “ชุมชนบำบัดภาคเหนือแห่งประเทศไทย” (บ้านพระเมตตา) ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบของชุมชนบำบัดยาเสพติดในจังหวัดภาคเหนือฯ ที่ให้การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด 


นางวันเพ็ญ อำนาจกิติกร ผู้อำนวยการชุมชนบำบัดภาคเหนือฯ กล่าวว่า บ้านพระเมตตาเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2554 ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา สามารถบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 มีผู้ที่เลิกใช้ยาเสพติดสำเร็จถึงร้อยละ 92 จากการติดตามผลเกือบ 1 ปีหลังปล่อยตัว โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูที่ชุมชนบำบัดภาคเหนือฯ หรือบ้านพระเมตตา จำนวน 84 คน และยังมีผู้ป่วยพร้อมครอบครัวที่ประสงค์เข้ารับการบำบัดอยู่ในทะเบียนรอคิวอีกกว่า 265 คน

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดประสบความสำเร็จ มาจากกระบวนการดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยและครอบครัว โดยเริ่มจากการฟื้นฟูสติสัมปชัญญะ ก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัดตามขั้นตอน รวมถึงการรักษาทางการแพทย์ในกรณีที่พบภาวะทางจิตเวช โดยประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลจอมทองในการส่งต่อผู้ป่วยและรับคำแนะนำด้านการรักษาอย่างใกล้ชิด

“ความสำเร็จของบ้านพระเมตตาอยู่ที่การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง 6–18 เดือน ผ่านกิจกรรมชุมชนบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติ ควบคู่กับการพัฒนาร่างกาย ปรับพฤติกรรมรายบุคคล มีกระบวนการกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดการอารมณ์ การเสริมทักษะชีวิตและทักษะอาชีพพื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง” นางวันเพ็ญ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม แม้บ้านพระเมตตาจะเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร แต่การบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดมีต้นทุนด้านการดูแล ทั้งค่าอุปโภคบริโภคเฉลี่ยประมาณ 420 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งปัจจุบันยังเป็นภาระของครอบครัวผู้ป่วยเป็นหลัก ดังนั้นบ้านพระเมตตาจึงได้ยื่นขึ้นทะเบียนร่วมเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ในระบบบัตรทองเพื่อขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายดูแลจาก สปสช. โดยอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาด้านเอกสาร นอกจากนี้ยังได้ยื่นขอรับการสนับสนุน “งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น” (กปท.) เทศบาลตำบลบ้านหลวง เพื่อขยายการดูแลกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ กปท. เทศบาลตำบลบ้านหลวง

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช. มีเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนของหน่วยบริการมาตรา 3 ในด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้ารับบริการให้กับผู้ป่วย และให้มีความครอบคลุมในทุกพื้นที่ แน่นอนว่าการขึ้นทะเบียนดังกล่าวจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานต่างๆในการให้บริการ เพื่อกำหนดคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ สปสช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

“สปสช. มีความละเอียดและรอบคอบอย่างมาก ในการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการมาตรา 3 ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐานบริการ และประโยชน์ทางสุขภาพที่ประชาชนจะได้รับ รวมไปถึงการทำงานร่วมกับเครือข่าย อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชน ซึ่งบ้านพระเมตตาถือว่าอยู่ในเกณฑ์เพื่อให้การรับรอง ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเบิกจ่ายค่าใช่จ่ายในการบำบัดได้ ส่งผลให้การดูแลเป็นไปโดยราบรื่นตามเป้าหมาย” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว

ขณะที่ นพ.สรายุทธ์ กล่าวว่า หน่วยบริการภาคประชาชนที่ประสงค์ขึ้นทะเบียนเป็นสถานบริการมาตรา 3 ด้านยาเสพติดในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจาก สบยช. และการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. โดยบ้านพระเมตตาได้ผ่านการรับรองดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2568

ทั้งนี้ การสนับสนุนองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรที่ให้บริการด้านสาธารณสุข เป็นนโยบายสำคัญของ สปสช. โดยเฉพาะด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติด เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการของประชาชน และทำให้หน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างชัดเจน โดย สบยช. ได้ทำงานร่วมกับ สปสช. ในการกำหนดเกณฑ์รับรอง ตรวจเยี่ยม และเสริมองค์ความรู้แก่หน่วยบริการ เพื่อให้การให้บริการเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งองค์กรการกุศล ศาสนสถาน มูลนิธิ ชุมชน หรือองค์กรเอกชน ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 ได้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top