รายงานพิเศษ : ‘เกิดน้อย-แก่พุ่ง’แรงงานขาดทุกระดับ ‘ดึงต่างชาติเติมกำลังคน’ถึงเวลาต้องคิด

รายงานพิเศษ : ‘เกิดน้อย-แก่พุ่ง’แรงงานขาดทุกระดับ ‘ดึงต่างชาติเติมกำลังคน’ถึงเวลาต้องคิด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” โดยข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่ 462,240 คน สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุ ตามข้อมูล ณ เดือน ก.ย. 2568 โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า ไทยมีผู้สูงอายุทั้งสิ้น 13,994,045 คน คิดเป็นร้อยละ 21.58 ของประชากรทั้งประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยแพร่รายงานฉบับเต็มภายหลังจากงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 ในหัวข้อ  “สถานการณ์ประชากรไทยปี 2569 : พลิกวิกฤตเกิดน้อย-สังคมสูงวัย” ซึ่งชี้ว่า ประเทศไทยเคยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ระหว่างปี 2506-2526 แต่หลังจากนั้นจำนวนเด็กเกิดได้ลดลงอย่างรวดเร็วจนต่ำกว่า 6 แสนคนในปี 2562 และต่ำกว่า 5 แสนคนในปี 2567 เป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปี


“อีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จำนวน 17.5 ล้านคน คิดเป็นร้อย ละ 28.3 ของประชากรทั้งหมด ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28) ประมาณปี 2578 ประชากรวัยแรงงาน 15-59 ปี ในปี 2568 มีจำนวนประมาณ 41 ล้านคน คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 38.5 ล้านคน อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยต่ำกว่าประเทศจีนและหลายประเทศในทวีปยุโรป และมีแนวโน้มจะต่ำลง ไปอีกจนใกล้เคียงกับประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์” รายงานดังกล่าวระบุ

รายงานฉบับเดียวกันยังชี้ให้เห็นถึง “ความจำเป็นของการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในสังคมไทย” โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งไทย – กัมพูชาที่ลุกลามสู่การสู้รบตามแนวชายแดน มีรายงานว่าช่วงเดือน ก.ค. - ส.ค. 2568 มีแรงงานชาวกัมพูชาทั้งในและนอกระบบเดินทางออกจากประเทศไทยสูงถึงกว่า 6 แสนคน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งพึ่งพาแรงงานเหล่านี้เป็นหลัก การหายไปของแรงงานข้ามชาติจึงไม่เพียงแต่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัดด้วย  

ทั้งนี้ มีตัวอย่างแนวทางการใช้แรงงานข้ามชาติเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration) ของ 3 ประเทศในทวีปเอเชีย อาทิ “ญี่ปุ่น” เน้นดึงดูดแรงงานทักษะเฉพาะและบุคลากรคุณภาพ เช่น ระบบ SSW (Specified Skilled Worker): เพิ่มโควตาการรับแรงงานทักษะเฉพาะ สูงถึง 820,000 คน ภายในปี 2572 และขยายอุตสาหกรรมรองรับเป็น 19 สาขา , การพำนักระยะยาว เปิดโอกาสให้แรงงานเลื่อนระดับเพื่อพำนักได้โดยไม่มีข้อจำกัด ด้านเวลาและพาครอบครัวมาอยู่ด้วยได้ กได้โดยไม่มีข้อจำกัด , ดึงดูดหัวกะทิ ใช้ระบบ J-Skip visa ให้วีซ่าถาวรแก่แรงงานทักษะสูงภายใน 1 ปี และ ระบบ J-Find ให้นักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก (Top 100) อยู่หางาน ได้นาน 2 ปี

“เกาหลีใต้” เน้นแก้ปัญหาพื้นที่ประชากรลดลงและงาน 3D (Dangerous - งานอันตราย , Dirty - งานสกปรก , Difficult – งานหนักยากลำบาก) โดยเปิดรับแรงงานต่างชาติในกลุ่มงาน 3D เพื่อพยุงภาคการผลิตและเกษตรกรรม นอกจากนั้นยังมีนโยบายกระจายแรงงาน ด้วยการให้วีซ่าพำนักระยะยาว (F-2) และถาวร (F-5) แก่แรงงานที่ ยอมไปทำงานในพื้นที่ที่มีประชากรลดลงเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยสถิติใหม่ในปี 2567 เกาหลีใต้มีแรงงานต่างชาติเกิน 1 ล้านคนเป็นครั้งแรกเพื่อรักษา ความสามารถในการแข่งขัน

“สิงคโปร์” บริหารจัดการอย่างมีกลยุทธ์และเป็นระบบ เช่น การให้สัญชาติ โดยแรงงานทักษะสูง (Employment Pass) มีโอกาสได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรหรือได้รับสัญชาติ นอกจากนั้นยังขยายอายุการจ้างงานและฐานประเทศ ขยายเพดานอายุการสมัครงานใหม่ในกลุ่มแรงงานระดับฝีมือเป็น 61 ปี และเปิดรับแรงงานจากประเทศใหม่ๆ เพิ่มเติม จากเดิม คือ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกาและไทย ให้รวมถึง กัมพูชา ลาวและภูฏาน

รวมถึงมีระบบควบคุม (Dependency Ratio Ceiling-DRC) ใช้โควต้าสัดส่วนแรงงาน ต่างชาติต่อแรงงานท้องถิ่น เพื่อไม่ให้กระทบต่อโอกาสการทำงานของคนในประเทศ เช่น ภาคก่อสร้างจ้างต่างชาติได้สูงสุดร้อยละ 83.3 หรือการที่บริษัทสามารถจ้าง แรงงานต่างชาติได้ 5 คนต่อแรงงานภายในประเทศ 1 คน สาขาบริการ ให้มีแรงงาน ต่างชาติไม่เกินร้อยละ 35

กลับมาที่ประเทศไทย นอกเหนือจากการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในภาคส่วนงาน 3D แล้ว ยังมีอีก 2 กลุ่มที่มีศักยภาพ คือ 1.กลุ่มเด็กข้ามชาติ เด็กที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทย รวมถึง เด็กกลุ่มไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ซึ่งจากตัวเลขเบื้องต้นมีจำนวนประมาณ กว่า 10,000 คนต่อปี เด็กกลุ่มนี้จำนวนมากเติบโต ในไทย เข้าใจวัฒนธรรมและผ่านระบบการศึกษาไทย ซึ่งหากมีการจัดการและสนับสนุนด้านสิทธิและสัญชาติอย่างเหมาะสม จะถือเป็น “โอกาส” ของประเทศไทยด้าน "ทุนมนุษย์" สำคัญที่พร้อมเข้าสู่ ตลาดแรงงานโดยไม่ต้องเสียต้นทุนในการปรับตัวสูงเท่ากับการนำเข้าแรงงานใหม่

กับ 2.กลุ่มนักศึกษาต่างชาติ ประเทศไทยกำลังกลายเป็นปลายทางใหม่ของการศึกษาต่อ โดยเฉพาะนักศึกษาจากประเทศจีนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวหลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19  หากมีนโยบายส่งเสริมให้ นักศึกษาเหล่านี้ทำงานในไทยหลังเรียนจบ จะเป็นโอกาสสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างแรงงานทักษะสูงและแรงงานกึ่งทักษะที่ไทยกำลังขาดแคลน

รายงานของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ยังกล่าวถึงแบบสอบถามในประเด็นแรงงานข้ามชาติ พบว่า 1.การเปิดรับแรงงานข้ามชาติทักษะสูง (High-Skilled Labor) สังคมไทยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54 ของผู้ตอบแบบสอบถาม จากการสำรวจออนไลน์โดย สถาบันวิจัย ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล) สนับสนุนนโยบายการเปิดรับแรงงข้ามชาติ โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง ร้อยละ 23

สำหรับ “กลุ่มที่สนับสนุน” การนำเข้าแรงงานข้ามชาติที่มีทักษะสูงมากที่สุด คือ ประชากร Gen Z เห็นด้วยสูงถึงร้อย ละ 61.1 และกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญาเอกสนับสนุนสูงสุดถึงร้อยละ 63.4 ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่ สนับสนุนมากที่สุด (ร้อยละ 61.7) ในขณะที่ “กลุ่มที่คัดค้าน/กังวล” ได้แก่ เกษตรกร มีท่าทีคัดค้านชัดเจนที่สุด (ไม่เห็นด้วยถึงร้อยละ 57.1) ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่นอย่างมีนัยสำคัญ และผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่า 20,000 บาท ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในสัดส่วนที่สูง ที่สุด (ร้อยละ 11.2)

2.การรับแรงงานข้ามชาติทำงานที่คนไทยไม่ค่อยทำ (Unskilled/Manual Labour) การสนับสนุนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่มทักษะสูง โดยเห็นด้วยรวมร้อยละ 47.4 และมีกลุ่มที่ไม่ เห็นด้วยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28.6 อาจจะสะท้อนข้อเท็จจริงที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีทักษะต่ำซึ่งต้องสงวนไว้ ทั้งนี้ เมื่อจำแนกผู้ตอบแบบสอบถามเป็นช่วงวัย พบว่า “Gen Y (อายุ 31-45 ปี) เป็นกลุ่มหลักที่สนับสนุน (ร้อยละ 44.4)” ในขณะที่ Gen X และ BB มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งสูงที่สุด

และเมื่อจำแนกผู้ตอบแบบสอบถามตามลักษณะการทำงาน พบว่า “อาชีพและธุรกิจ (ร้อยละ 54) และพนักงานองค์กรอิสระ (ร้อยละ 58.2) สนับสนุนสูง” เพราะอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขาดแคลนแรงงาน ตรงข้ามกับกลุ่มเกษตรกรยังคงคัดค้านสูง โดยมีสัดส่วนไม่เห็นด้วยรวมกันถึงร้อยละ 50 อนึ่ง “ภาคเหนือมีสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบ ‘ไม่แน่ใจ’ สูงถึงร้อยละ 34.1” สะท้อนถึงความลังเลในพื้นที่

และ 3.การให้เด็กข้ามชาติที่เติบโตในประเทศไทยทำงานได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ เป็นประเด็นที่ได้รับความ เห็นชอบสูงที่สุด จากทั้ง 3 หัวข้อ โดยมีผู้เห็นด้วยรวมสูงถึงร้อยละ 64.3 ซึ่งกลุ่มสนับสนุนหลัก คือ Gen Z ให้การสนับสนุนสูงสุด (ร้อยละ 60.8) สะท้อนถึงทัศนคติของคนรุ่น ใหม่ที่เปิดรับความหลากหลายของเชื้อชาติและสัญชาติ เขตเมือง กรุงเทพฯ และปริมณฑล เห็นด้วยสูงสุด (ร้อยละ 58.2) ส่วนกลุ่มที่ยังกังวล คือ กลุ่มผู้สูงอายุ (Baby Boomer) และกลุ่ม Gen X ยังคงมีสัดส่วนที่ไม่เห็นด้วย สูงกว่ากลุ่มอื่น ชๆ

โดยสรุปแล้ว “สังคมไทยมีแนวโน้มเปิดรับแรงงานข้ามชาติมากขึ้น” โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กข้ามชาติที่เติบโตในไทยและแรงงานทักษะสูง อย่างไรก็ตาม “ยังคงมีความเหลื่อมล้ำทางความคิดระหว่างคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองที่สนับสนุน กับกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่ยังมีความกังวลต่อการเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ” ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญในการสื่อสารและวางนโยบายเพื่อให้สอดรับกับความต้องการแรงงานอย่างเฉพาะเจาะจง!!!

หมายเหตุ : สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://ipsr.mahidol.ac.th/post_research/612-thaipop-situation2569

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top