533.jpg
รายงานพิเศษ : อย่าให้คนไทยตายอย่างไร้ค่า

รายงานพิเศษ : อย่าให้คนไทยตายอย่างไร้ค่า

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สุภาษิตไทยว่าไว้ เราชอบแก้ปัญหาแบบ “วัวหายแล้วล้อมคอก” หรือชอบปล่อยให้เรื่องราวเงียบหายไปเป็นเหมือน “คลื่นกระทบฝั่ง” แล้วปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข

เฉกเช่นเดียวกันกับความตายบนท้องถนนของคนไทยในแต่ละวันที่รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยรู้สึกเคยชินหรือชินชามองเป็นเรื่องปกติทั้งๆ ที่ไม่ปกติ ทำให้เราต้องรอนับศพกันทุกเทศกาลสงกรานต์และเทศกาลปีใหม่ของทุกปี


วันอังคารที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ณ ห้องมรกต โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ รัชดา ได้มีโอกาสไปนั่งร่วมประชุมกับสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนักในงานที่มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ ถอดบทเรียน “อุบัติเหตุสงกรานต์ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงาน” โดยมี วีระศักดิ์ ขอบเขต ผู้ประกาศข่าว ช่อง 11 NBT เป็นผู้ดำเนินรายการประชุม

งานนี้เริ่มต้นเปิดกิจกรรมด้วย วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ผู้แทนของสื่อมวลชนที่ไปนั่งเป็นกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) และเป็นกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 เปิดตัวเลขที่น่าตกใจว่านับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2568 รวม 11 ปี คนไทยตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวนมากถึง 190,289 ราย หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 19,000 ราย ที่น่าห่วงคือคนหนุ่มสาว อายุ 19-29 ปี ตายสะสมสูงสุด ส่วนคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ตายเพิ่มจาก 2,834 ราย ในปี 2558 เพิ่มเป็น 4,307 ราย ในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 51.8%

เฉพาะการตายจากเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ 12 ปีย้อนหลัง คือ ตั้งแต่ปี 2558-2569 เทศกาลสงกรานต์ตาย 3,768 ราย ส่วนเทศกาลปีใหม่ตาย 4,492 ราย เมื่อนำตัวเลข 2 เทศกาลมารวมกัน คนไทยตายไปจำนวน 8,260 ราย น่าเห็นใจและน่าเศร้าใจกับครอบครัวคนที่สูญเสียคนอันเป็นที่รักไป หลายคนทิ้งภาระไว้เบื้องหลังปล่อยให้ครอบครัวรับชะตากรรมกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อแต่ตายไปเพราะคนดื่มแล้วขับ หรือคนที่ขับรถไม่เคารพกฎกติกา

ที่สำคัญเราต้องเสียกำลังแรงงานรวมทั้งเด็กและเยาวชนในการช่วยกันพัฒนาประเทศในอนาคต ในขณะที่ประชากรวัยเด็กเกิดน้อยลง 5 ปีติดต่อกัน แค่ปี 2567 กับปี 2568 เด็กไทยเกิดน้อยลงจากเดิมถึง 101,360 คน

รัฐบาลและทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันสื่อสารรณรงค์สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยกันตลอดทั้งปีตลอด 365 วัน ไม่ใช่แค่ 7 วันอันตรายแล้วทุกอย่างก็จบแล้วมารอนับศพกันใหม่ บอร์ดสสส.ทิ้งท้าย

จากนั้น คุณหมอธนพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้สรุปสถานการณ์ภาพรวมว่าแม้ราคาน้ำมันจะแพงแค่ไหนแต่คนไทยก็ยังเดินทางไปเทศกาลสงกรานต์เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.8% และยังพบว่าแต่ดัชนีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ปีนี้และปีที่แล้วกรุงเทพมหานครครองแชมป์ตายมากที่สุดกลายเป็นโจทย์ใหม่ของผู้ว่าฯกทม.ที่กำลังจะเลือกตั้งกันใหม่ว่าจะทำกันอย่างไร

ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติสูงสุดก็ยังหมุนเวียนสลับอันดับกันไปปีนี้ 40.65% มาจากการขับรถเร็ว รองลงมา 25.20% ตัดหน้ากระชั้นชิด และ 24.39% ดื่มแล้วขับ 64.55% ยังเป็นรถจักรยานยนต์ รองลงมา 15.34% เป็นรถกระบะ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ก่อน 7 วันอันตราย 2 วัน มีคนตายจากอุบัติเหตุมากถึง 102 ราย

ข้อมูลที่คุณหมอธนพงศ์ นำเสนอสอดคล้องกับที่บอร์ด สสส.ระบุไว้คือ ผู้ประสบอุบัติเหตุ 23.57% คือเด็กและเยาวชน อายุ 0-24 ปี รองลงมา 22.14% คือคนวัยทำงานอายุ 20-29 ปี ที่สำคัญ 38% ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้นำครอบครัวและอีก 62% เป็นสมาชิกในครอบครัว “อยากให้สื่อมวลชนช่วยกันสร้างชุมชนการสื่อสารบนโลกออนไลน์แชร์ประสบการณ์ของคนที่ได้รับผลกระทบ ช่วยกันเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเข้ามาแก้ปัญหารวมทั้งช่วยสื่อสารเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนด้วย” ผู้จัดการ ศวปถ. ทิ้งท้าย

ในขณะที่ วิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม คนที่ทำงานสื่อสารรณรงค์งานบุญประเพณีปลอดเหล้า ปลอดภัย เปิดพื้นที่ทางเลือกสร้างสรรค์ใหม่แทนการดื่มน้ำเมาบอกว่า จากการส่งคนลงพื้นที่และลงไปด้วยตัวเองพบว่า ความรุนแรงในพื้นที่เล่นน้ำยังน่ากังวล ขาดการจัดระเบียบและถูกแทรกซึมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักหลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการ นำมาสู่วิกฤต “คนเมาเต็มถนน” ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขยายตัวเข้าไปยังพื้นที่เล่นน้ำทั้งพื้นที่ Zoning และที่ไม่ใช่โซนนิ่ง ผู้คนพากันปิดถนนหรือนำรถเข้ามาเล่นน้ำกันเอง ทำให้เกิดการดื่มกินตลอดวัน ส่งผลให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาททั้งในกลุ่มคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมีสูงขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสงกรานต์ปีนี้ การจัดงานที่ไม่มีเหล้าก็สนุกได้เริ่มได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น สีลม, สยาม, ถนนข้าวหอมมะลิ พื้นที่ต้นภาคเอกชน เช่น ศูนย์การค้าไลม์ไลท์ ภูเก็ต กับงาน “สงกรานต์โนแอล” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม

ส่วนแนวทางที่จะยกระดับความปลอดภัยและคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมของสงกรานต์นั้นวิษณุเสนอว่าควรจะทำ 3 เรื่องคือ หนึ่ง ชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมกันกำหนดและขยายพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัย เพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและกติการ่วมกันของคนทั้งสังคม สอง เจ้าภาพจัดงานต้องร่วมกันออกแบบเรื่องความปลอดภัยโดยเฉพาะพื้นที่เล่นน้ำขนาดใหญ่ต้องมี “ช่องทางพิเศษ” สำหรับรถฉุกเฉินที่สามารถนำคนป่วยหรือคนเจ็บไปโรงพยาบาลได้ทันที สาม ต้องช่วยกันร่วมกันชูจุดขายมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่งดงาม แทนการเล่นสาดน้ำหรือการให้ความสำคัญกับการดื่มกินอย่างเดียว ซึ่งปีนี้มีหลายงานที่เริ่มไปแล้ว เช่น งานสงกรานต์ที่สังขละบุรี, ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์และพิธียอสวยไหว้สาที่เชียงใหม่ ฯลฯ หรือคอนเสิร์ตดีๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีเหล้าที่ Limelight ภูเก็ต และ Central จ.นครศรีธรรมราช

สงกรานต์คือคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรม หากจัดระเบียบแก้ไขความเสี่ยงได้อุบัติเหตุและความรุนแรงจะลดลง คือสิ่งที่ประธานมูลนิธิเครือข่ายสังคมฝากให้ทุกคนช่วยกันคิดต่อ

ประชุมวันนั้นช่วงท้ายได้เปิดเวทีให้สื่อมวลชนได้ซักถามและแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่เห็นไปในทางเดียวกันว่า ไทยเรานั้นติดสถิติโลกจากคนตายเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนน จนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขมองเป็นเรื่องปกติ ก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือญาตพี่น้อง ผู้ประสบเหตุ สื่อมวลชนและสังคมต้องช่วยกันส่งเสียงดังๆ ว่า

เราจะไม่ยอมให้มีการสูญเสียคนที่รักในครอบครัวของเราต่อไปได้อีกแล้ว เราจะไม่ยอมให้เรื่องเงียบหายไปเพียงเพราะได้รับเงินเยียวยาเพียงน้อยนิดแต่ปัญหาหาไม่ได้รับการแก้ไข

ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็จะเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่งเช่นเดิม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top