วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569
บอร์ด สปสช. ไฟเขียวสิทธิประโยชน์ “วัคซีน PCV” สำหรับเด็กไทยอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน ป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส อนุมัติปีงบประมาณ 2569 จัดสรรงบ 313.04 ล้านบาท รองรับจัดหาวัคซีนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4.17 แสนคน พร้อมเห็นชอบคำของบประมาณปี 2570 ดำเนินการต่อเนื่อง มอบ สปสช. ประสาน สวรส. คร. ติดตามและประเมินผล
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2569 ในวันนี้ (6 พ.ค. 69) ได้มีมติเห็นชอบให้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสชนิดคอนจูเกต (PCV) เป็นรายการบริการตามประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) สำหรับเด็กไทยอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน เพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส และการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสแบบรุนแรง หรือ IPD ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กเล็ก
ทั้งนี้ มติดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของระบบบัตรทองในการเพิ่มสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้กับเด็กไทย โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงจากโรคติดเชื้อนี้ได้ ซึ่งการบรรจุวัคซีน PCV จะช่วยให้เด็กไทยเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำในการป้องกันโรค และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวและระบบบริการสุขภาพในระยะยาว
“ที่ประชุมเห็นชอบให้วัคซีน PCV ที่จะจัดหาต้องครอบคลุมสายพันธุ์ก่อโรคหลักอย่างน้อย 10 สายพันธุ์ พร้อมกำหนดหลักการประกอบการจัดหาวัคซีน 3 ข้อ ได้แก่ 1. จัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมสายพันธุ์มากที่สุด ภายใต้ภาระงบประมาณที่ระบบสามารถรองรับได้ 2.เป็นวัคซีนที่หน่วยบริการใช้ได้สะดวก โดยเฉพาะรูปแบบ 1 โดส และ 3.เมื่อคำนวณอัตราการสูญเสียตามจำนวนโดสต่อขวดแล้ว ต้องมีภาระงบประมาณน้อยที่สุด เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด โปร่งใส และคุ้มค่า” รมว.สธ. กล่าวและว่า นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและกลั่นกรองกรณีอุทธรณ์ พิจารณาร่างประกาศคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องกับประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข ก่อนเสนอต่อตนในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ลงนามต่อไป พร้อมมอบคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ จัดทำและกำกับแผนการจัดหาวัคซีนตามหลักการที่คณะกรรมการเห็นชอบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรอบคอบ มีประสิทธิภาพ และทันต่อการให้บริการแก่ประชาชน
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ข้อเสนอการบรรจุวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งด้านประเภทและขอบเขตบริการ หลักเกณฑ์การบริหารกองทุน และด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยอิงข้อมูลระบาดวิทยา ภาระโรค ประสิทธิผลวัคซีน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และความพร้อมของระบบบริการอย่างรอบด้าน ซึ่งในทางวิชาการ วัคซีน PCV มีประสิทธิผลการป้องกันโรคปอดอักเสบและการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสรุนแรงในเด็กเล็ก โดยคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้แนะนำให้ฉีดในรูปแบบ 2+1 คือ อายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน และเมื่อดำเนินการจัดซื้อรวมผ่านโรงพยาบาลราชวิถี หากราคาลดลงก็จะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับในปีงบประมาณ 2569 สปสช. ได้เตรียมงบประมาณจำนวน 131.04 ล้านบาท เพื่อจัดหาวัคซีน PCV สำหรับกลุ่มเป้าหมายเด็กไทย จำนวน 1,251,000 โดส ส่วนปีงบประมาณ 2570 เพื่อสามารถดำเนินการต่อเนื่อง บอร์ด สปสช. ได้เสนอคำของบประมาณในการจัดหาวัคซีนฯ PCV สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 379,700 คน วงเงิน 170.87 ล้านบาท
“ขณะนี้ สปสช. ได้เร่งเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อรองรับการดำเนินการ และประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้บริการ รวมถึงประสานสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการศึกษาวิจัยและกำกับติดตามผลหลังการให้วัคซีนที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายวัคซีนของประเทศต่อไป” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี