วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
‘เอไอ (AI)’ หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนไทย ดังรายงาน Digital Lives Decoded 2025 โดย Telenor Asia ที่ระบุว่า สัดส่วนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่ให้ข้อมูลว่าใช้ AI ในชีวิตประจำวันอยู่ที่ร้อยละ 40 ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19 ในปี 2567 นอกจากนั้นยังพบด้วยว่า 4 ใน 10 คนใช้ AI ในการทำงาน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยการใช้งานที่พบมากที่สุด ได้แก่ การพัฒนาเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริการลูกค้า
เช่นเดียวกับผลสำรวจ Thailand Digital Outlook เผยแพร่โดยกระรทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ในปี 2568 ภาคธุรกิจไทยใช้ AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 40.5 ในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 44.5 , ร้อยละ 56.1 และร้อยละ 66.1 ในปี 2566 , 2567 และ 2568 ตามลำดับ แต่ท่ามกลางกระแสความนิยมการใช้ AI ที่เพิ่มสูงขึ้น การได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากการประมวลผลของ AI ก็เป็นอีกหนึ่งข้อกังวล
ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งร่วมบรรยายในงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือน เม.ย. 2569 กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘อาการหลอนของปัญญาประดิษฐ์ (AI Hallucination)’ หมายถึง AI ตอบคำถามผู้ใช้งานโดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง
‘มีครั้งหนึ่งที่เคยถาม AI ให้แนะนำเรื่องของหนังสือที่สอนเกี่ยวกับพลเมืองดิจิทัล AI แสนดีแนะนำชื่อหนังสือมาเรื่องหนึ่ง เนื้อหาเร้าใจมาก แต่งโดยณภัทร เรืองนภากุล ให้ตาย! ยังไม่เคยเขียนหนังสือสักเล่มเลย แล้วส่งให้ใคร? ส่งให้ณภัทร เรืองนภากุล เราก็คิดว่าภาวะที่มันเกิดปรากฎการณ์ AI หลอนมันเป็นเรื่องใหญ่ ขนาดเราเป็นนักวิชาการแล้วก็สอนสื่อสารดิจิทัลด้วย เรายังเจอแบบนี้เลย แล้วคนทั่วไปเขาต้องเจออีกมากแค่ไหน?’ ผศ.ดร.ณภัทร กล่าว
นักวิชาการท่านนี้ เล่าถึงการจัดงาน Digital Thinker Forum ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งมีการระดมสมองจากหลากหลายภาคส่วนทั่วภาคเหนือ ได้ข้อสรุปว่า อาการหลอนของปัญญาประดิษฐ์ ต้องทำความเข้าใจว่า 1.วิธีคิดของ AI จะมีลักษณะเป็นแบบแผน (Pattern) โดยสังเกตจากรูปประโยคที่ AI โต้ตอบกับผู้ใช้งาน เช่น ‘ใช่..และ..’ , ‘ไม่ใช่..แต่ว่า..’ , ‘ไม่ใช่เพียง..แต่คือ..’ เป็นต้น
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ AI ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สร้างสรรค์และตอบคำถามผู้ใช้งาน อีกทั้งยังเรียนรู้ว่าผู้ใช้งานเป็นคนแบบใด เช่น ตนเองเคยบอก AI ว่าทำงานเกี่ยวกับการเชื่อมโยงบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ (Ecosystem) หรือสอนด้านสื่อสารดิจิทัล คำตอบที่มาจาก AI ก็จะย้ำถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับสายงานนั้น แต่หากผู้ใช้งานเป็นคนทำงานด้านไอที (IT - เทคโนโลยีสารสนเทศ) ข้อมูลก็จะไปในแนวทางนั้นเช่นกัน การทำงานของ AI คือการคาดเดาเมื่อตอบคำถามผู้ใช้งาน แต่คำตอบนั้นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ประการต่อมา 2.อารมณ์ของมนุษย์ขับเคลื่อนการทำงานของ AI กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์สำคัญ ข้อมูลที่ถูกส่งต่อมักเป็นข้อมูลที่กระตุ้นความกลัวหรือความเกลียดชัง ดังนั้นข้อมูลที่ถูกส่งต่อกันมากๆ ใช่ว่าจะเป็นความจริงเสมอไปแต่อาจเป็นข้อมูลที่เกิดจากอคติก็ได้ ทั้งนี้ “การลดปัญหาอาการหลอนของ AI อยู่ที่การป้อนคำสั่ง (Prompt)” ต้องกำหนดให้ชัดเจน เช่น กำหนดว่าจะให้ AI ทำหน้าที่เป็นใคร ให้ AI ทำงานอะไรบ้าง ให้ทำงานภายใต้บริบทอะไร อาท เฉพาะบริบทของประเทศไทย บริบทของภาคเหนือ บริบทภาคใต้ เป็นต้น
สุดท้าย ‘ปัญญารวมหมู่’ รวมพลังช่วยกันตรวจสอบและขับเคลื่อน คือทางออกในการรู้เท่าทัน AI เพราะปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้มีแต่โทษหรืออันตราย แต่ยังมีประโยชน์อยู่ด้วย ซึ่งอยู่ที่พลังของมนุษย์จะช่วยกันตรวจสอบ เช่น เมื่อมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างข่าวลวง เพียงมีคำว่า ‘เอ๊ะ’ สงสัยว่าภาพหรือคลิปวิดีโอนั้นจริงหรือไม่ และมี ‘สติ’ สังเกตว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นมีจุดบอดอะไรหรือไม่ จำนวนนิ้วมือ (หรือนิ้วเท้า) ลักษณะของดวงตา ลักษณะภาพที่ดูสวยผิดปกติ รวมถึงการเปรียบเทียบกับบริบทที่แท้จริง
‘มีคลิปหนึ่งเป็นงูยักษ์เลื้อยผ่านสะพานที่จังหวัดหนึ่ง ปรากฏว่าป้ายชื่อสะพานเป็นภาษาที่อ่านไม่ออก นั่นคือใช้ AI ทำ แต่รู้ไหมว่ามีคนสาธุ 99 เต็มไปหมดเลย อันนี้เดี๋ยวเราต้องช่วยกัน และสุดท้ายเมื่อเราเจอข้อมุลเหล่านี้ต้องช่วยกัน Report (รายงาน) ท้ายที่สุดแล้วทางออกของเราคือนวัตกรรมทางสังคม การที่เราพามนุษย์มารวมกันมากๆ แล้วช่วยกันตรวจสอบและกระตุ้นเตือนกันว่าในโลกที่เต็มด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้มีแต่เรื่องความเสียหายแต่มีประโยชน์เช่นเดียวกัน แต่เราจะรู้ว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไร รู้เท่าทันอย่างไร แล้วใช้พลังของมนุษย์ช่วยกันตรวจสอบให้โปร่งใสและปลอดภัย’ ผศ.ดร.ณภัทร ฝากข้อคิด
หมายเหตุ : วันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) เกิดขึ้นจากการผลักดันของเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงระหว่างประเทศ (IFCN) ที่เป็นการร่วมมือกันขององค์กรต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชนจากทั่วโลกเพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะที่แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ ซึ่งการเลือกวันที่ 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก นั้นก็เพื่อเป็นการล้อไปกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี ที่เป็นวันโกหกโลก (April Fools Day) เพื่อให้ผู้คนในสังคมได้ตระหนักถึงอันตรายของการเชื่อและส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
สำหรับกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลกในประเทศไทย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีโดยมีภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) องค์กรภาคประชาสังคมที่มีภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร โดยกิจกรรมในปี 2569 นี้ นอกจากจัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ยังถ่ายทอดสดผ่านช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ด้วยอีกช่องทางหนึ่ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี