533.jpg
รายงานพิเศษ : น่าห่วงไม่แพ้ความรุนแรง ‘สแกมเมอร์’ภัยเงียบชายแดนใต้

รายงานพิเศษ : น่าห่วงไม่แพ้ความรุนแรง ‘สแกมเมอร์’ภัยเงียบชายแดนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ภัยไซเบอร์เป็นภัยที่ทุกคนมองข้าม เพราะทุกคนคิดว่าปัญหาใน 3 จังหวัดคือปัญหาความรุนแรง ความขัดแย้ง เรื่องระเบิดเรื่องยิง แต่ว่าจริงๆ แล้วมีปัญหาเกี่ยวกับภัยไซเบอร์เยอะมาก ในนราธิวาสท่านรู้ไหมว่ามีเสาสัญญาณที่หันไปทางมาเลเซีย สัญญาณนั้นกระจายไปยังมาเลเซียแล้วก็มีสแกมเมอร์ที่อยู่ตามชายแดนเขาก็ใช้สัญญาณนั้นมาหลอกในประเทศไทย มีห้องเช่า มีรถที่มีอุปกรณ์เคลื่อนที่ เขาเรียกว่าซิมบ็อกซ์ เอาซิมการ์ดหลายร้อยตัวเสียบเข้าไปแล้วเครื่องก็จะกระจายสัญญาณ รถขับไปก็กระจายสัญญาณไป เราก็ได้รับ SMS ให้โอนเงิน”

มะรูฟ เจะบือราเฮง ประธานมูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ (D4P) กล่าวในงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 “International Fact Checking Day 2026 : Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถึงปัญหามิจฉาชีพฉ้อโกงทางโทรคมนาคม (สแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์) ที่คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส) ต้องเผชิญแต่ไม่ค่อยถูกมองเห็นในความรับรู้วงกว้าง 


จุดเริ่มต้นของความสนใจปัญหานี้ มะรูฟเล่าว่า เคยมีกรณีหญิงคนหนึ่งซึ่งทำงานกับองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นตำรวจ หลอกให้โอนเงินไปให้ตรวจสอบว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหญิงคนนี้ก็หลงเชื่อโอนไป 2 แสนบาท กว่าจะรู้ว่าถูกหลอกเงินก็ออกจากบัญชีไปแล้ว หัวหน้างานแนะนำให้ไปแจ้งความ และหลังจากนั้น 2 – 3 สัปดาห์ก็มีการจัดกิจกรรมดื่มน้ำชาเพื่อระดมทุนช่วยเหลือ

ข้อค้นพบจากกิจกรรมดื่มน้ำชาครั้งนั้น “หลายคนตกเป็นเหยื่อแต่ไม่กล้าไปแจ้งความเพราะด้วยตำแหน่งการงานหรือหน้าตาในสังคม” ซึ่งมีทั้งทนายความ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักธุรกิจ นำไปสู่คำถามว่าจำนวนเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ในพื้นที่ชายแดนใต้มีมาก - น้อยเพียงใด นำไปสู่การศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจัง เช่น ไปสอบถามข้อมูลจากตำรวจในพื้นที่ พบว่า ช่วงปี 2565 – 2568 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคดีแจ้งความมิจฉาชีพออนไลน์ 12,546 คดี มูลค่าความเสียหาย 705 ล้านบาท

ในจำนวนนี้แบ่งเป็น จ.ปัตตานี 5,521 คดี ความเสียหาย 259.58 ล้านบาท จ.ยะลา 4,070 คดี ความเสียหาย 224.33 ล้านบาท และ จ.นราธิวาส 2,955 คดี ความเสียหาย 221.07 ล้านบาท หรือหากคิดเป็นรายวัน “คนในพื้นที่ชายแดนใต้สูญเสียเงินให้กับมิจฉาชีพเฉลี่ย 5 แสนบาทต่อวัน” ส่วนรูปแบบของการหลอกลวง 3 อันดับแรกที่พบ ซึ่งอันดับ 1 และ 2 จะเหมือนกันทั้ง 3 จังหวัด คืออันดับ 1 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ กับอันดับ 2 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ

ขณะที่อันดับ 3 นั้นแตกต่างกัน โดย จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส คือการหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ ส่วน จ.ปัตตานี จะเป็นการหลอกลวงออนไลน์ทางด้านการเงิน ตัวอย่างของการหลอกลวง เช่น สั่งซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า จะเดินทางท่องเที่ยวมีการจองโรงแรมแต่มารู้ภายหลังว่าโรงแรมนั้นไม่มีอยู่จริง หรือการโทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ

เมื่อจำแนกกลุ่มประชากรที่ตกเป็นเหยื่อ พบว่า จำนวนมากเป็นผู้หญิงและผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับการสอบถามผู้หญิงและผู้สูงอายุที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ที่พบว่าใช้อินเตอร์เน็ตเฉลี่ย 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือตั้งแต่เช้าจนค่ำ อีกกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อคือผู้มีรายได้น้อยและมีความตั้งใจที่จะหางานทำ ส่วนสาเหตุที่เหยื่อไม่กล้าไปแจ้งความ นอกจากเรื่องหน้าที่การงานหรือหน้าตาทางสังคมแล้วยังมีประเด็นช่องว่างทางภาษาและวัฒนธรรม

บทสรุปของการศึกษา ได้ข้อเสนอดังนี้ 1.ระดับยุทธศาสตร์และนโยบาย ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแบบบูรณาการ และขยายนโยบายสันติภาพชายแดนใต้ครอบคลุมเรื่องภัยไซเบอร์ 2.ระดับปฏิบัติการ ควรเร่งรัดกระบวนการอายัดบัญชี มีการแจ้งเตือนเชิงรุกด้วยภาษาถิ่น และพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ 3.ระดับชุมชนและภาคประชาสังคม ควรจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ และส่งเสริมกลไกการตรวจสอบข่าวปลอมจากการร่วมมือของทุกภาคส่วน และ 4.สถาบันการศึกษา ควรทำการศึกษาวิจัยประเด็นการสื่อสารระดับพื้นที่ในชายแดนใต้

“สิ่งที่เราค้นพบคือ 1.จากที่เราทำกิจกรรมหน้างาน อบรม 2,000 กว่าคนในหลายๆ ครั้งมันไม่เพียงพอ มันต้องทำในเชิงนโยบายด้วย 2.จากหน้างานก็ต้องไปทำศึกษาวิจัยด้วยเพื่อศึกษาอย่างละเอียด และสุดท้าย 3.จากงานศึกษาวิจัยก็ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เราก็ไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราได้ทำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” มะรูฟ กล่าว

หมายเหตุ : วันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) เกิดขึ้นจากการผลักดันของเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงระหว่างประเทศ (IFCN) ที่เป็นการร่วมมือกันขององค์กรต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชนจากทั่วโลกเพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะที่แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ ซึ่งการเลือกวันที่ 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก นั้นก็เพื่อเป็นการล้อไปกับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี ที่เป็นวันโกหกโลก (April Fools Day) เพื่อให้ผู้คนในสังคมได้ตระหนักถึงอันตรายของการเชื่อและส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

สำหรับกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลกในประเทศไทย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีโดยมีภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) องค์กรภาคประชาสังคมที่มีภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร โดยกิจกรรมในปี 2569 นี้ นอกจากจัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ยังถ่ายทอดสดผ่านช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ด้วยอีกช่องทางหนึ่ง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top