533.jpg
รายงานพิเศษ : วิกฤตการค้าที่ผิดกฎหมาย

รายงานพิเศษ : วิกฤตการค้าที่ผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก ภูมิภาคอาเซียนได้ก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศมูลค่าสูงถึง 226 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ความสำเร็จนี้ วางอยู่บนรากฐานของห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น

ทว่าในปัจจุบัน ความสมบูรณ์ของระบบการผลิตและการขนส่งเหล่านี้กำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นและขยายตัวอย่างเงียบๆ ทั่วทั้งภูมิภาค นั่นคือปัญหาการค้าผิดกฎหมายหรือสินค้าเถื่อน ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องของการละเมิดกฎระเบียบเล็กน้อย แต่ได้กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ บั่นทอนความมั่นคงของชาติ และเป็นรูปแบบหนึ่งของอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ แต่ยังขัดขวางการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งต่อสังคม ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


ความไม่โปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานจากการค้าผิดกฎหมายส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่กว้างขวางเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด สินค้าเถื่อนเหล่านี้มักมีต้นทางจากกระบวนการผลิตที่ไร้มาตรฐาน ไม่มีการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม ปล่อยคาร์บอนสูง และอาจมีการใช้สารเคมีอันตรายรวมถึงแรงงานผิดกฎหมายเพื่อกดต้นทุนให้ต่ำที่สุด

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่บิดเบือนการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด แต่ยังทำให้อาเซียนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนระดับโลกหากภูมิภาคไม่สามารถการันตีความปลอดภัยและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานได้ โอกาสในการเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ยั่งยืนย่อมหลุดลอยไป พร้อมกับความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนที่ต้องเผชิญกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและภัยจากอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น

เรื่องราวข้างต้นนี้ถูกถ่ายทอดโดยผู้แทนจากสภาธุรกิจยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) ที่ให้ความเห็นว่า อาเซียนไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของปัญหาการค้าผิดกฎหมายได้ เพราะห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและโปร่งใสเป็นรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

กรณีของ “บุหรี่เถื่อน” ในประเทศไทย เป็นตัวอย่างที่สะท้อนภาพรวมของปัญหาทั้งภูมิภาคได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยในปี 2568 สถิติการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายในไทยพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 25 ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่ในปีงบประมาณ 2568 มีการจัดเก็บได้ราว 47,000 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่องทุกปี และการยาสูบแห่งประเทศไทยที่ระบุชัดเจนว่าบุหรี่ผิดกฎหมายเป็นความท้าทายของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เนื่องจากมีราคาถูก มีรสชาติดีจากสารปรุงแต่งที่ไม่ถูกควบคุม และสามารถหาซื้อได้ง่าย โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงเกษตรกรชาวไร่ยาสูบที่ต้องถูกลดโควตาการรับซื้อใบยา

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนปัญหานี้มาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของไทยที่มีพรมแดนติดกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในอาเซียน เช่น กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ทำให้ไทยกลายเป็นทั้งทางผ่านและจุดหมายปลายทางของสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้ช่องโหว่จากการสำแดงสินค้าเป็น “สินค้าผ่านแดน” เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากศุลกากร ซึ่งเมื่อบุหรี่ผิดกฎหมายเหล่านี้ออกจากไทย และถูกดักจับที่ประเทศปลายทาง ได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมหาศาลในฐานะ “ผู้ส่งออกบุหรี่ผิดกฎหมาย” ทั้งๆ ที่ไทยเป็นเพียงคนกลางที่รับเคราะห์จากเพื่อนบ้านเท่านั้น

แม้ว่ารัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยล่าสุด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยว่าการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานปราบปรามภายในประเทศส่งผลให้สามารถสกัดกั้นเครือข่ายลักลอบนำเข้าบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือเทคนิคการลักลอบนำเข้าของกลุ่มผู้กระทำผิดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น การแยกชิ้นส่วนประกอบ การซุกซ่อนสินค้ามากับตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภค-บริโภค หรือการสำแดงสินค้าเท็จ ก็ทำให้ความพยายามของเจ้าหน้าที่รัฐมีความยากลำบากมากขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการค้าผิดกฎหมายไม่ใช่ภารกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพังอีกต่อไป ในระดับภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไปแล้วกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และอาจพุ่งสูงถึง 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกสามปีข้างหน้าหากไร้การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่วิกฤตกำลังทวีความรุนแรง บทบาทของประเทศไทยในเวทีอาเซียนกลับดูเหมือนจะถดถอยลง เช่นเดียวกับพลังต่อรองของอาเซียนในภาพรวมที่ลดน้อยลงตามไปด้วย การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งจากภาครัฐและการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างคณะกรรมการต่างๆ ของอาเซียน รวมถึงการดึงภาคเอกชนเข้ามาเป็นพันธมิตรในการสร้างระบบติดตามและตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล (Digital Traceability) เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเถื่อนเข้าสู่ตลาด

หัวใจสำคัญของการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาตินี้คือการใช้ “วิถีอาเซียน (ASEAN Way)” ที่เน้นความร่วมมือและการสร้างฉันทามติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แทนที่จะพึ่งพาเพียงกฎหมายภายในประเทศสมาชิกอาเซียน ต้องมีการยกระดับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองระหว่างหน่วยงานศุลกากร และปรับปรุงกฎระเบียบข้ามพรมแดนให้สอดคล้องกันเพื่ออุดช่องโหว่ที่ขบวนการลักลอบนำเข้าที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เชิงนโยบาย การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและโปร่งใสไม่ใช่เพียงทางเลือกเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือการปกป้องความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมกันของภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนที่มีจริยธรรมและยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลกยุคใหม่

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top