533.jpg
รายงานพิเศษ : พลังงานไฟฟ้าไทยมั่นคง

รายงานพิเศษ : พลังงานไฟฟ้าไทยมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าประเทศไทย เสวนาใหญ่ จากกรณีวิกฤตเศรษฐกิจพลังงาน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เกิดจากความขัดแย้ง การสู้รบ ระหว่างอิหร่าน กับอเมริกาและอิสราเอล จนส่งผลให้ราคาปิโตรเลียมขยับราคาพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกจนเกิดความวิตกกันว่า ราคาพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศจะขยับตัวสูงขึ้นมาก

นายประสงค์ ดีลี ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าฯได้เปิดเผยว่าการเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “ผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงานต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าไทย” เพื่อเน้นให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปเรื่องความกังวลในเรื่องวิกฤติพลังงาน ในกรณี การปิดช่องแคบฮอร์มุซ


โดย ดร.ภูวนารถ ชุณหปราณ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ความเสียหายของแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่เกิดจากการสู้รบกันนั้น ความเสียหายดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นและมีผลกระทบกับสัญญาที่ส่งก๊าชธรรมชาติมาที่ประเทศไทย แต่อาจเกิดผลกระทบกับประเทศอื่นๆ อีกทั้ง ประเทศไทยนำเข้าก๊าชธรรมชาติ LNG ที่ผ่านฮอร์มุซ คิดเป็น 15% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมดของประเทศซึ่งหากเกิดปัญหาการสู้รบระยะยาว ประเทศไทย สามารถจัดหาก๊าช LNG ทดแทนได้จากแหล่งอื่นได้โดยได้จัดทำแผนการจัดหาและทางออกของไทย ปี 2569 โดยมีแผนการจัดหาพลังงานรวม 4,855 BBtud จากแหล่งต่างๆ ดังนี้ :

ก๊าซจากอ่าวไทย (Gulf Gas): 2,469 BBtud (แหล่งหลัก) การนำเข้า LNG: 1,871 BBtud (คิดเป็น 38%) ก๊าซจากเมียนมา (Myanmar) : 408 BBtud ก๊าซจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย (Esan) : 107 BBtud

ความหลากหลายของแหล่งนำเข้า ปัจจุบันไทยนำเข้า LNG จากหลายประเทศ โดยภาพรวม แม้วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง จะทำให้ราคาก๊าซพุ่งสูงและกระทบการจัดหาจากบางแหล่ง แต่ด้วยโครงสร้างการจัดหาที่มีความหลากหลายและมีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นพื้นฐาน ทำให้ไทยยังสามารถบริหารจัดการโดยการจัดหา Spot LNG มาเสริมในส่วนที่ขาดหายไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งจะเห็นว่า การนำเข้าก๊าช LNG ของไทย นำเข้าจากออสเตรเลีย และมาเลเซีย เพียง 2 ชาติ นอกภูมิภาคตะวันออกกลาง มากกว่า 30% และสามารถเพิ่มการนำเข้าได้อีกมาก อย่างที่ไม่มีผลกระทบต่อความต้องการใช้ก๊าชธรรมชาติภายในประเทศแต่อย่างใด

ในขณะที่ นายจักรี ศิริมะณีวัฒนา ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์กร ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงภาพรวมความต้องการใช้ไฟฟ้า (ข้อมูล ณ ธ.ค. 2567) ว่าความต้องการไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากระบบหลัก (EGAT, MEA, PEA) ประมาณ 84.6% ส่วนที่เหลือมาจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPS/Prosumer) 5.2% และผู้ผลิตรายเล็ก อีกประมาณ 10% โดย นายจักรี ได้กล่าวถึงว่า Solar Rooftop จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คาดว่าจะมีถึง 13,000 MW และธุรกิจอุตสาหกรรม Data Center คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าแบบฐาน (Base Load) ต่อเนื่อง และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง 6200-8600 MW

พยากรณ์การผลิตไฟฟ้า กฟผ. กำลังปรับตัวจากการเป็นผู้ผลิตหลัก ไปสู่การเป็นผู้บริหารจัดการระบบโครงข่ายที่ยืดหยุ่นและทันสมัย เพื่อรองรับทั้งพลังงานสะอาดจาก Prosumer และความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลจากกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ

นายอำพล สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้กล่าวสรุปโดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ ผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูงขึ้น กลายเป็น “วิกฤตต้นทุน” ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและเศรษฐกิจโดยรวม

ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายไฟฟ้าในช่วงปี 2568-2569 ของ กฟน. มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 4.9%-7.5% โดยจะมีมาตรการรับมือของภาครัฐ โดยภาครัฐได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน เช่น การควบคุมค่าใช้จ่ายตรึงราคาค่าไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดราคาค่าไฟ ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมพลังงานทางเลือก : มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop และอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การบริหารจัดการเชื้อเพลิง : ลดการนำเข้า LNG และผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านระบบ Third Party Access (TPA) การปรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (The Paradigm Shift) สนับสนุนแหล่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ และชีวมวล พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และ Smarter Grid for DERs โดยใช้เทคโนโลยี AMI/Smart Meter เพื่อให้มองเห็นการใช้ไฟฟ้าได้ชัดเจน (Visibility)รณรงค์มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า

ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและการขาดดุลการค้า รวมถึงผลักดันกฎหมาย Climate Change

MEA Energy Plus : โครงการสนับสนุน SME ให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นแบบประสิทธิภาพสูง เช่นเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ Inverter โดยให้เงินสนับสนุน 20-25% ของราคาอุปกรณ์

ในส่วนของผู้แทนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดร.สมชาย ทรงศิริ รองผู้ว่าการประจำผู้ว่าการ กฟภ. ได้เปิดเผยโดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไทยพึ่งพาการนำเข้า LNG สูงกว่า 60% ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรตามราคาตลาดโลกโดยตรง ซึ่งจะเกิดภาวะเงินเฟ้อด้านพลังงาน (Energy Inflation) ซึ่งกระทบต่อต้นทุนอุตสาหกรรมและค่าครองชีพประชาชนอย่างมาก ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างที่พึ่งพาตนเองได้ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Prosumer และ Community Microgrid

คาดว่าต้นทุน Solar Rooftop และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) จะลดลงกว่า 70% ในรอบ 10 ปี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “ผู้ใช้” ไฟฟ้า เป็น “ผู้ผลิต” ไฟฟ้า

ดร.สมชาย เสนอว่าถึงเวลาที่จะสนับสนุนให้ชุมชนมีศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานของตนเองผ่านระบบ Microgrid และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อไปสู่ความยั่งยืน จึงได้นำเสนอแนวทางสำคัญ 5 ด้าน

1.พลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือน : เปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบผ่านกลไกที่เหมาะสมโดยไม่เป็นภาระต่อระบบจำหน่ายของการไฟฟ้า 2.ลงทุน Smart Grid แบบ IaaS (Infrastructure as a Service) : ให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงข่ายอัจฉริยะ และรัฐจ่ายค่าบริการรายเดือนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

3.ส่งเสริมนวัตกรรม : พัฒนาเทคโนโลยีในไทย เช่น Smart Meter, Sodium Battery และแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้าเสรี 4.ปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า : พัฒนามาตรฐานการเชื่อมต่อ (Grid Code) ให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ 5.ผ่อนคลายกฎระเบียบ : สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา และสร้างความร่วมมือแบบ PPP (Public-Private Partnership)

โดย ดร.สมชาย ได้กล่าว ถึงบทสรุปสู่ความยั่งยืนว่า เป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง Energy Independence ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกชุมชนบริหารพลังงานเองได้ และมีโครงข่ายไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความมั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว

ในขณะที่ ดร.สุเมต สุวรรณพรหม วิศวกร นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง จากคลื่นข่าว FM90.5 เป็นผู้ดำเนินการเสวนาได้กล่าวสรุปผลการเสวนาว่า ในวงการพลังงานไฟฟ้า ประเทศไทยของเรา มีไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูงมาก ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้ ทำให้อุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าของไทย ที่มีความมั่นคงในระบบไฟฟ้าสูง มีความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าระดับโลก เปลี่ยนจาก “ระบบไฟฟ้ามั่นคง ราคาถูกไปสู่ระบบที่ต้องบริหารความเสี่ยงตลอดเวลา” ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์มีแนวโน้มที่จะใช้ไฟฟ้ามากถึง 10000 MW จะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืนหลายแสนล้านบาทอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรนิ่งนอนใจ และจะต้องลงมาให้ความสำคัญ และดูแลอย่างใกล้ชิดกันเลยทีเดียว

ประเทศไทยเราโชคดีมากที่ผ่านมาองค์กรด้านพลังงานมีนโยบายกระจายการนำเข้าเชื้อเพลิงปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ LNG มาจาก ทุกแหล่งก๊าซกระจายไปทั่วโลก และจะกล่าวได้ว่าต่อจากนี้ไป “พลังงานไฟฟ้าไม่ใช่แค่เรื่องวิศวกรรมแต่มันคือ เกมการเมืองระดับภูมิภาค”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top