แอปเรียกรถ และการทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร ปัญหาที่รอทางออกจากหน่วยงานกำกับดูแล

แอปเรียกรถ และการทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร ปัญหาที่รอทางออกจากหน่วยงานกำกับดูแล

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ตลาดแอปเรียกรถในประเทศไทยโดดเด่นเป็นลำดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียน ด้วยปริมาณการเดินทางกว่า 1 ล้านเที่ยวต่อวัน มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 10% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันในฝั่งของผู้บริโภคยังต้องแบก “ความเสี่ยง” จากจุดอ่อนในเรื่องการคัดกรองคนขับของบางแอป และการขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำให้ปัญหาการทำร้ายร่างกายและการล่วงละเมิดผู้โดยสาร ยังคงเป็น “โจทย์” ที่รอการแก้ พร้อมยกกรณีศึกษาต่างประเทศ กระทรวงคมนาคมของอังกฤษ ลงดาบเพิกถอน-ไม่ต่อใบอนุญาต “อูเบอร์” ถึง 2 รอบ นำมาสู่การปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยผู้โดยสารอย่างจริงจัง

แหล่งข่าวจากองค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างคนขับของแอปเรียกรถแพลตฟอร์มหนึ่งกับผู้โดยสาร ที่ลุกลามจนถึงประทุษร้ายร่างกายกัน จากต้นเหตุเรื่อง "สายชาร์จโทรศัพท์" และการไล่ลงจากรถ สะท้อนถึงความล้มเหลวในการกำกับดูแลอัลกอริทึมและจริยธรรมของแพลตฟอร์ม รวมถึงการปล่อยให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Gig Economy) เติบโตโดยปราศจากความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย


ทั้งนี้ จากข่าวเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนขับ (Drivers/Riders) และผู้โดยสารที่ใช้บริการแอปเรียกรถในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าความรุนแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะการโต้เถียงที่มานำมาสู่การทำร้ายร่างกาย และความปลอดภัยในชีวิต รวมถึงการคุกคามทางเพศ โดยมีสาเหตุหลักประการหนึ่งมาจากพฤติกรรมบุคคล (Behavioral Risks) เนื่องจากการขาดการคัดกรองประวัติอาชญากรรมอย่างเข้มงวด ทำให้มีผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเข้าสู่ระบบ

“แพลตฟอร์มต่างชาติบางรายใช้ระบบลงทะเบียนที่ง่ายเกินไป (Low entry barrier) ทำให้คนขับที่ถูกแบนจากแอปอื่นสามารถย้ายมาสมัครใหม่ได้ง่าย และเมื่อเกิดเหตุ แพลตฟอร์มมักแสดงบทบาทเพียงตัวกลาง และทำเพียงการระงับสัญญาณ (Ban) โดยขาดการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมหรือความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างรวดเร็ว” แหล่งข่าวกล่าว

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าประเทศไทย ยังมีช่องว่างทางกฎหมายและการกำกับดูแล โดยเฉพาะกิจการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล หรือบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เนื่องจากหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแลก็ยังค่อนข้างอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจริงจัง เมื่อเทียบกับในหลายประเทศ

ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มบริการเรียกรถผ่านแอป (Ride Hailing) ในต่างประเทศ มีผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับโลกอย่างเช่น อูเบอร์ (Uber) ในปี 2560 เคยถูกกระทรวงคมนาคมอังกฤษ ประกาศเพิกถอนใบอนุญาตให้บริการในลอนดอน โดยให้เหตุผลความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย และชี้ว่า อูเบอร์ไม่มีมาตรการที่ดีเพียงพอในการรับมือกับปัญหาอาชญากรรม รวมถึงยังไม่มีการตรวจสอบภูมิหลังของผู้ขับขี่มากเพียงพอ

โดยผู้ว่าการกรุงลอนดอนในขณะนั้น ได้ออกมาย้ำว่า “ทุกบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในลอนดอนจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของลูกค้า การนำเสนอบริการด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่แลกกับความปลอดภัยของลูกค้า”

หลังจากนั้น แม้อูเบอร์ ซึ่งครองตลาด 1 ใน 3 ของบริการเรียกรถผ่านแอปในกรุงลอนดอน จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลและชนะอุทธรณ์จนกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง แต่ปี 2562 ก็ถูกหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานขนส่งลอนดอน (TfL) ประกาศไม่ต่อใบอนุญาตจากมาตรฐานเรื่องการคัดกรองคนขับ และความปลอดภัยของผู้โดยสาร เป็นผลให้ต้องไปปรับปรุงยกระดับการให้ความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบมาตรฐาน จนกลับมาได้รับใบอนุญาตอีกครั้งปีต่อมา

พร้อมกันนี้ ได้มีการยกตัวอย่างบทลงโทษแพลตฟอร์มแอปเรียกรถ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สิงคโปร์ และอังกฤษ ดังนี้ ประเทศไทย มีมาตรการปรับเป็นรายกรณี หรือขู่เพิกถอนใบอนุญาตแอป (ซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ) ขณะที่ สิงคโปร์ หากแพลตฟอร์มปล่อยให้คนขับผิดกฎหมายบ่อย จะถูกตัดแต้มและสั่งพักการดำเนินกิจการ และสำหรับอังกฤษ หากไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย จะไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาต

“ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐผู้กำกับดูแลต้องตระหนักว่า ต้องทำบทบาทหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน (Standard Setter) ที่เข้มงวด เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างความสะดวกควบคู่ไปกับความปลอดภัยอย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ตามที่รัฐบาลคาดหวังอีกด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top