วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569
6 มีนาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ซี่งมีผู้ติดตามจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ได้คืบจะเอาศอก..." "สมรสเท่าเทียมก็ให้ไปแล้ว จะเรียกร้องอะไรมากมาย?"
ประโยคเหล่านี้สะท้อนว่าสังคมยังไม่เข้าใจครับว่าสิ่งที่พวกผมขอ ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่มันคือการขอคืน "ชีวิตที่ปกติ" ในฐานะ Trans man ที่ทำงานในระดับ CEO และอาจารย์ ผมต้องจ่ายราคาของ "คำนำหน้าชื่อที่ไม่ตรงปก" แพงกว่าที่ใครจะจินตนาการได้
ความอึดอัดในทุกสายที่โทรเข้า
ทุกครั้งที่มีธนาคารหรือโอเปอเรเตอร์โทรหา ประโยคแรกคือ "ขอสายคุณ..." พอผมรับสายด้วยเสียงนี้ สิ่งที่เจอคือการถูกตั้งคำถามซ้ำๆ "คุณคือเจ้าของเบอร์จริงไหม? ต้องเป็นเจ้าของเบอร์เท่านั่นนะถึงจะให้ข้อมูลได้" บางคนถึงขั้นไม่เชื่อและวางสายใส่ ผมต้องนั่งอธิบายเพศกำเนิดตัวเองวันละหลายรอบ เพียงเพราะหน้าจอเขาไม่ตรงกับเสียงที่เขาได้ยิน ผมต้องบอกว่าผมเป็นทรานส์แมน ซึ่งบางคนยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าคืออะไร และมันเกิดขึ้นกับผมทุกๆวัน
สายตาที่จ้องจับผิดหน้าเคาน์เตอร์ ตม.
เวลาไปดีลงานต่างประเทศ สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดคือการยืนยื่นพาสปอร์ตที่ระบุว่า "Miss" เจ้าหน้าที่มักจะจ้องหน้าสลับกับเล่มพาสปอร์ตซ้ำๆ บางครั้งต้องเรียกเพื่อนมาช่วยดู หรือถามคำถามที่ทำเอาคนทั้งแถวหันมามองผมเป็นตาเดียว วินาทีที่คนอื่นเดินผ่านด่านไปทำงานอย่างสง่างาม แต่ผมกลับต้องมายืนพิสูจน์ตัวเองกลางที่สาธารณะ เพียงเพราะคำนำหน้าชื่อในกระดาษมันโกหกตัวตนของผมอยู่
เหตุการณ์ที่เจ็บปวดที่สุดคือ "วันรับประกาศนียบัตร" จากหลักสูตรสำคัญหลักสูตรหนึ่งที่ผมเรียน วันที่ควรจะเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของผม แต่กฎระเบียบในวันนั้นบังคับให้ผมต้องแต่งกายตามเพศกำเนิด นั่นคือการต้องใส่ "ชุดจิตรลดา"
มันคือความกระอักกระอ่วนที่อธิบายไม่ได้ ผมตัดสินใจ "ทิ้ง" พิธีนั้นไปทันที ผมยอมพลาดโอกาสครั้งนั่นในชีวิตเพียงเพราะผมไม่สามารถฝืนความรู้สึกใส่ชุดที่บีบคั้นจิตวิญญาณได้ วันนั้นผมไม่ได้แค่น้ำตาตกในที่ไม่ได้รับประกาศนียบัตร แต่ผมถามตัวเองว่า "ทำไมแค่การเป็นตัวเอง มันถึงมีราคาที่ต้องจ่ายแพงขนาดนี้?"
ไม่ใช่ "ได้คืบจะเอาศอก" แต่เรากำลังขอ "เอาชีวิตที่ตรงปก" คืนมา
การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยครับ ในโลกของการดีลธุรกิจระดับโลก หรือการเดินทางข้ามประเทศ ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน (Data Mismatch) คืออุปสรรคที่คนทั่วไปไม่เคยเจอ มันคือการสูญเสียประสิทธิภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินชีวิตครับ
[????] ยุทธศาสตร์ความปลอดภัย: "ทางออก" ที่ไม่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง
ผมเข้าใจดีถึงความเป็นห่วงเรื่อง "ข้อมูลทางการแพทย์" และผมเสนอทางออกที่เป็นวิทยาศาสตร์เพื่อตอบโจทย์ฝ่ายคัดค้านครับ:
* เพศสภาพบนบัตร - เพศกำเนิดในชิป: บัตรประชาชนควรระบุคำนำหน้าตามอัตลักษณ์เพื่อศักดิ์ศรี แต่ในฐานข้อมูลทางการแพทย์ (Digital Health Data) ต้องระบุเพศกำเนิดและประวัติฮอร์โมนไว้อย่างชัดเจนเพื่อการรักษาที่แม่นยำ
* QR Code กู้ชีพ: ในภาวะวิกฤต แพทย์สามารถสแกน QR หลังบัตรเพื่อดู "ข้อมูลชี้เป็นชี้ตาย" เช่น (Trans man - Biological Female) เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการวินิจฉัย
* ความโปร่งใสคือภูมิคุ้มกัน: สิทธิข้ามเพศต้องมาพร้อมความรับผิดชอบในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่บุคลากรทางการแพทย์ นี่คือจุดสมดุลระหว่าง "สิทธิ" และ "ความปลอดภัย" ครับ
[????] โลกไปถึงไหนแล้ว?
ในแคนาดาหรืออเมริกา เขาให้ใช้ เพศ "X" ในพาสปอร์ตเพื่อลดปัญหา Data Mismatch ที่หน้าด่าน
ส่วนในอังกฤษ หน่วยงานต้องเปลี่ยนคำเรียกตามเพศใหม่ทันทีตามกฎหมาย Privacy เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิแบบที่ผมเจอในสายโทรศัพท์ทุกวัน
[????] การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ คือการทำให้โลกหยุดตั้งคำถามกับตัวตนของเราในทุกย่างก้าวของชีวิตครับ สังคมที่ก้าวหน้าคือสังคมที่มองเห็น "คน" มากกว่า "กระดาษ"
หวังว่าทุกคนจะเข้าใจเรามากขึ้นครับ
ขอบคุณครับ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
#TransMan #GenderRecognition #สิทธิข้ามเพศไม่ใช่สิทธิพิเศษ #ยุทธศาสตร์การคิด #ภูมิคุ้มกันทางความคิด #ณัฏฐ์มงคลนาวิน
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี