537.jpg
หนีเสือปะจระเข้! สรุปเกมภาษีสหรัฐฯ 2 ระลอก ที่ไทยต้องเจอ

หนีเสือปะจระเข้! สรุปเกมภาษีสหรัฐฯ 2 ระลอก ที่ไทยต้องเจอ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.09 น.

9 มิถุนายน 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึก "7 กรกฎาคม" เส้นตายภูมิรัฐศาสตร์: เมื่ออเมริกาใช้ 'มาตรฐานสังคม' เป็นอาวุธล้อมกรอบเศรษฐกิจไทย

​ในโลกของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มหาอำนาจไม่เคยทิ้งอาวุธ เพียงแต่พวกเขาเปลี่ยน "ชนิดของอาวุธ" ให้แนบเนียนขึ้นตามบริบทสังคมโลก


​เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายฝ่ายในภาคการส่งออกของไทยอาจจะเพิ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาครั้งสำคัญ ตีตกความพยายามของทำเนียบขาวในการใช้กฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อตั้งกำแพงภาษีถ้วนหน้า (Reciprocal Tariff) โดยชี้ว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจล้นฟ้าในการสั่งการเรื่องนี้ได้เอง

​แต่สำหรับนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์แล้ว คำพิพากษานั้นไม่ได้หมายความว่าแนวคิด "America First" จะยอมรามือ ตรงกันข้าม... สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนผ่านจากการใช้ “มาตรการภาษีแบบทื่อๆ” มาสู่การใช้ “มาตรการตรวจสอบเชิงโครงสร้างและกฎหมายการค้าเฉพาะทาง” ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในลักษณะ "ดับเบิ้ลช็อก" 2 ระลอกซ้อน และมีเส้นตายสำคัญรอเราอยู่ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นี้

ระลอกที่ 1: มาตรา 122 — ยุทธศาสตร์ยื้อเวลาด้วยภาษี 15%

​หลังจากการตั้งกำแพงภาษีถ้วนหน้าแบบเดิมถูกระงับ สหรัฐฯ ได้ขยับมาใช้ช่องทาง มาตรา 122 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าถ้วนหน้าชั่วคราวในอัตรา 15%

​แม้ว่าตัวเลข 15% จะดูเบาลงกว่ามาตรการแรกที่เคยส่งสัญญาณไว้สูงถึง 19% และช่วยให้สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น กลุ่มยางพารา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารทะเลแช่แข็ง ยังพอมีช่องว่างให้หายใจและปรับตัวได้บ้าง แต่นักวิเคราะห์ทุกคนรู้ดีว่า นี่เป็นเพียง "ยาพารา" ที่ช่วยบรรเทาอาการชั่วคราวในกรอบเวลาที่จำกัดเท่านั้น เพราะภัยคุกคามที่แท้จริงกำลังตามมาในระลอกที่สอง

ระลอกที่ 2: มาตรา 301 และ "ภาษีแรงงานบังคับ 12.5%" (Forced Labour Tax)

​นี่คือจุดพีคทางยุทธศาสตร์ที่ภาคเอกชนไทยกำลังเผชิญ สหรัฐฯ โดยสำนักงานผู้แทนการค้า (USTR) ได้เปิดฉากสอบสวนประเทศไทยและอีก 53 ประเทศทั่วโลก ภายใต้ มาตรา 301 (Section 301)

​ข้อกล่าวหาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องดุลการค้าธรรมดา แต่พุ่งเป้าไปที่ "ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการบังคับใช้มาตรการสกัดกั้นสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ (Forced Labour)" หากผลการสอบสวนและการเจรจาทางการทูตของไทยไม่เป็นผล เราอาจต้องเผชิญกับกำแพงภาษีเพิ่มเติมที่อาจสูงถึงเพดาน 12.5%

หมุดหมายสำคัญ: USTR มีกำหนดจะจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นี้ ซึ่งนี่คือ "เส้นตาย" ที่กระทรวงพาณิชย์และทีมประเทศไทยต้องยื่นหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อหักล้างข้อกล่าวหา

​กลุ่มสินค้าไทยที่อยู่ในข่ายความเสี่ยงสูง ประกอบด้วย:

​สินค้าเกษตรกรรมและอาหาร: ข้าว และอาหารแปรรูป

​สินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม: สิ่งทอ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป

​สินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์และพลังงานสะอาด: ถุงมือยาง อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) รวมถึงแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cells)

3 นัยยะเชิงยุทธศาสตร์สังคม: เมื่อมาตรฐานกลายเป็นสนามรบ

​ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมอยากชวนทุกท่านมองข้ามช็อตตัวเลขภาษี แล้วมาวิเคราะห์ "แก่น" ของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 3 ประการ ดังนี้ครับ:

​1. Geopolitics of Standards (ภูมิรัฐศาสตร์แห่งมาตรฐาน)

​สงครามการค้ายุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบล็อกสินค้าที่ท่าเรือ แต่มันคือการปะทะกันด้วย "มาตรฐานสังคม" อเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันตกกำลังใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม (เช่น มาตรการ CBAM ของยุโรป) และธรรมาภิบาลแรงงาน มาเป็นข้ออ้างและเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barriers) ใครก็ตามที่มีโครงสร้างสังคม อุตสาหกรรม หรือระบบกฎหมายภายในที่ปรับตัวตามเกณฑ์โลกใหม่ไม่ทัน จะถูกคัดออกจากการเป็นห่วงโซ่อุปทานระดับโลกทันที

​2. The Trap of Oversupply (กับดักกำลังการผลิตส่วนเกิน จากทุนข้ามชาติ)

​ทำไมไทยถึงติดโผ 1 ใน 54 ประเทศที่โดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ? ดาต้าเชิงลึกบ่งชี้ว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการย้ายฐานการผลิตของทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนจีน) ที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้า เช่น แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกไปสหรัฐฯ ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในไทย ซึ่งไปกระตุ้นสัญชาตญาณการป้องกันตนเองของสหรัฐฯ จนนำมาสู่มาตรการกวาดล้างและตรวจสอบเรื่องแรงงานในครั้งนี้

​3. โจทย์หินของยุทธศาสตร์ "สายกลาง" (The Bamboo Diplomacy)

​ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น มาเลเซีย หรือกัมพูชา เริ่มขยับตัวและบรรลุข้อตกลงบางส่วนกับสหรัฐฯ เพื่อปลดล็อกตัวเองไปบ้างแล้ว แต่ไทยเรายังอยู่ในกระบวนการเจรจาโค้งสุดท้าย ยุทธศาสตร์การทูตและการค้าของไทยต่อจากนี้จึงท้าทายมาก เราต้องรักษาสมดุลระหว่างการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน และการรักษาตลาดปลายทางอย่างสหรัฐฯ โดยไม่ทำให้ภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยต้องพังทลายลง

​มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

​วิกฤตภาษีรอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงพาณิชย์ หรือเป็นเรื่องของสภาหอการค้าฯ เท่านั้น แต่มันคือ "กระจกสะท้อนปัญหาระดับโครงสร้างสังคมไทย" ตั้งแต่ระบบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการกำกับดูแลทุนข้ามชาติที่เข้ามาลงทุน

​เส้นตายวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่การส่งเอกสารไปแก้ต่าง แต่อัตราภาษีที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหลังจากนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทย "มีเสถียรภาพและธรรมาภิบาล" ดีพอที่จะยืนระยะในระเบียบโลกใหม่ได้หรือไม่

​ในมุมมองของท่าน คิดว่าจุดเปราะบางที่สุดของภาคอุตสาหกรรมไทยในเกมนี้คืออะไร และเราควรแก้โจทย์เรื่อง "มาตรฐานแรงงาน" อย่างไรให้ยั่งยืน? มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
9 มิถุนายน 2569

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top