วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันนี้ 6 มิถุนายน 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ร่ายยาววิเคราะห์เจาะลึกกรณีเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม โดยระบุใจความสำคัญว่า "จากที่ผมได้เคยวิเคราะห์ภาพรวมความย้อนแย้งเชิงนโยบายและการเปรียบเทียบสวัสดิการของต่างประเทศไปในคอนเทนต์ก่อนหน้านี้ จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในคอมเมนต์ โดยเฉพาะประเด็นความจุกจิกของระบบราชการที่ผลักภาระให้คนทำงานต้องมานั่งเก็บสลิปทุกเดือนเพื่อพิสูจน์ "การโอนเงินข้ามภาค" ในการเลี้ยงดูบุพการี
สัปดาห์นี้ ประเด็นเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือที่สังคมมักเรียกกันติดปากว่า “บัตรคนจน” รอบใหม่ ได้ขยับจากความอึดอัดใจในครอบครัว กลายมาเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของทั้งคนทำงานและผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม
.jpg)
ในฐานะ นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมอยากจะขอชวนทุกท่านถอยออกมาหนึ่งก้าว เพื่อมองเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง เป็นระบบ และตรงไปตรงมาที่สุดครับ
1. เห็นด้วย 100% กับการ “ยกระดับความเข้มงวด” ก่อนอื่น ผมขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้รับสิทธิ์” ในมิติการคลังและงบประมาณแผ่นดินที่มีจำกัด สวัสดิการแบบพุ่งเป้า (Targeted Welfare) ที่มีกลไกคัดสรรอย่างรัดกุมเป็นสิ่งจำเป็นมากครับ เพื่อตัดกลุ่มคนที่ ‘ลักไก่’ หรือกลุ่มคนที่มีฐานะแต่ยังคงมาเบียดบังงบประมาณของประเทศออกไป นโยบายรัฐควรเดินหน้าไปสู่จุดที่เงินทุกบาทจากภาษีประชาชนพุ่งตรงไปถึงมือของคนที่เดือดร้อนที่สุดจริง ๆ
หากเราลองมา “คลี่ระเบียบการและเกณฑ์คัดกรองแบบใหม่” ดูกันแบบชัด ๆ เราจะเห็นเลยว่ารัฐบาลได้ยกระดับระบบตรวจสอบ (Data Linkage) ระหว่างกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นมาอย่างเข้มงวด โดยมีการกำหนด “9 กลุ่มต้องห้าม (เกณฑ์คัดออก)” อย่างเด็ดขาด ประกอบด้วย: กลุ่มที่มีชื่อถูกนำไปหักลดหย่อนภาษี (ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คู่สมรส หรือบุตร) กลุ่มคนเล่นหุ้น / นักลงทุน (มีพอร์ตหุ้น ถือครองตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาล) เจ้าของธุรกิจ / นอมินี (เป็นกรรมการบริษัท หุ้นส่วนใน หจก. หรือจดทะเบียน VAT) ผู้ถือประกันชีวิตมูลค่าสูง (มีกรมธรรม์ประเภทสามัญที่ส่งเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาท/ปีขึ้นไป) นักเรียน / นักศึกษา ในระบบ (ยกเว้นกลุ่มเปราะบางเฉพาะ) ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ผู้รับบำนาญ หรือเบี้ยหวัดรายเดือนจากภาครัฐ นักบวช ภิกษุ สามเณร ในทุกศาสนา ผู้ต้องขัง หรือผู้ถูกกักกันตามกฎหมาย
นอกจากนี้ยังบีบเพดานสินทรัพย์ให้แคบลง เช่น วงเงินหนี้สินรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท (จากเดิมเคยยอมให้มีหนี้บ้าน/รถหลักล้าน), เงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมไม่เกิน 100,000 บาท, ต้องไม่มีบัตรเครดิตเลยแม้แต่ใบเดียว และไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์

2. ปมเงื่อนไขมัดรวม: สิทธิ์ลดหย่อนของลูก หักล้าง สวัสดิการของพ่อแม่ สำหรับประเด็นการนำ "สิทธิ์ลดหย่อนภาษีของลูก" มาเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ์ "บัตรคนจนของพ่อแม่" ที่เราเคยพูดถึงความบิดเบี้ยวนี้ไปแล้วในโพสต์ก่อน ยิ่งเมื่อกางระเบียบการใหม่เราจะยิ่งเห็นชัดครับว่า รัฐเลือกใช้วิธีการจับคู่ Data แบบเหมาเข่ง โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าเกณฑ์ลดหย่อนของสรรพากรนั้นล็อกไว้ต่ำมากอยู่แล้ว (พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี)
การที่ลูกมนุษย์เงินเดือนใช้สิทธิ์นี้เพื่อขอคืนภาษีหลักร้อยหลักพันมาจุนเจือครอบครัว มันคือหลักฐานในตัวเองอยู่แล้วว่าพ่อแม่กลุ่มนี้ยากจนจริง การเอาสองกระทรวงมาหักล้างกัน จึงกลายเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่บีบคั้นใจพลเมืองดีที่ยอมจ่ายภาษีตรงในระบบมากเกินไป
.jpg)
3. ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และปม ‘เบี้ยว’ ย้อนหลังที่ต้องระวัง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกล แต่ "มันเกิดขึ้นแล้ว" กับมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งกดยื่นภาษีไปเมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกเชื่อมโยงเข้าระบบ และกำลังจะทำให้พ่อแม่จำนวนมากขึ้นสถานะ "ไม่ผ่านเกณฑ์" และถูกตัดสิทธิ์จริงในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นี้
แม้ในสัปดาห์นี้ ปลัดกระทรวงการคลังจะออกมาสยบข่าวลือว่า 'รัฐบาลไม่มีนโยบายไล่เช็กบิลภาษีย้อนหลังแบบหว่านแห' แต่ในระเบียบการกลับระบุเงื่อนไขซ่อนเร้นที่น่ากลัวไว้ว่า: หากพ่อแม่โดนตัดสิทธิ์แล้วต้องการจะยื่นอุทธรณ์เพื่อขอสิทธิ์คืน พ่อแม่จะต้องแจ้งว่าลูกไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูจริง และระบบจะส่งข้อมูลกลับไปให้กรมสรรพากรตรวจสอบเชิงลึกเพื่อคัดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีของลูกออกทันที ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ลูกจะมีความเสี่ยงโดนเรียกคืนภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับหากพิสูจน์สเตตเมนต์ไม่ได้
นี่กลายเป็นการสร้าง "รอยร้าว" ในสถาบันครอบครัวอย่างตลกร้าย บีบให้ครอบครัวต้องมานั่งคำนวณตัวเลขว่า จะยอมให้ลูกจ่ายภาษีแพงขึ้น (ยอมไม่หักลดหย่อน) เพื่อแลกกับการรักษาบัตรสวัสดิการของพ่อแม่ไว้ หรือพ่อแม่ต้องเซ็นตอกย้ำว่าลูกไม่ได้ดูแลเพื่อเอาสิทธิ์ตัวเองคืน นโยบายที่ไร้หัวใจแบบนี้ทำให้พลเมืองดีที่ก้มหน้าจ่ายภาษีตรงเหนื่อยและน้อยใจเป็นนะครับ
4. ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: หรือเราควรเปลี่ยนชื่อเป็น “บัตรคนจน” แล้วอุ้มกลุ่มที่วิกฤตจริง ๆ? คำว่า “สวัสดิการแห่งรัฐ” (State Welfare) ในทางสากล มันควรจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พลเมืองทุกคนหรือกลุ่มคนส่วนใหญ่เข้าถึงได้เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต แต่เมื่อรัฐออกแบบเกณฑ์คัดกรองที่ ‘ตึงและเข้มงวด’ ระดับสแกนกรรมขนาดนี้ บางทีเราควรเปลี่ยนชื่อให้ตรงกับเนื้อผ้าไปเลยดีไหมครับว่านี่คือ “บัตรกลุ่มเปราะบาง” หรือ “บัตรช่วยเหลือผู้ยากไร้ขั้นวิกฤต” และถ้าเจตนาของรัฐคืออยากจะช่วยเหลือกลุ่มคนที่ “จนและเดือดร้อนที่สุด” จริง ๆ ตัวเลขเกณฑ์รายได้เฉลี่ย 100,000 บาทต่อปี (ตกเดือนละประมาณ 8,300 บาท) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจจะยังกว้างเกินไปในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้
ข้อเสนอของผมคือ: ถ้ารัฐบาลกล้าหาญพอที่จะ "ปรับเกณฑ์รายได้ลงมาให้ต่ำกว่านี้" เช่น โฟกัสเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 50,000 - 60,000 บาทต่อปี (ตกเดือนละ 4,000 - 5,000 บาท) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนและไม่มีรายได้เสริมอื่น ๆ เลยจริง ๆ แล้วนำเม็ดเงินงบประมาณส่วนต่างที่ประหยัดได้จากการคัดคนกลุ่มอื่นออก ไป “เพิ่มวงเงินช่วยเหลือรายเดือนในบัตรให้สูงขึ้น” ให้เป็นตัวเลขที่สามารถประทังชีวิตและซื้อข้าวของจำเป็นได้จริง วิธีนี้จะเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พุ่งเป้าเคลียร์ปัญหาความยากจนได้ตรงจุด โดยไม่ต้องเที่ยวไล่จับผิดหรือผลักภาระความอึดอัดใจไปให้สถาบันครอบครัวและมนุษย์เงินเดือน
มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน การทำนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องไม่ได้มีแค่ตัวเลขในห้องแอร์ แต่ต้องเข้าใจ “บริบทและวิถีชีวิตจริง” ของประชาชนด้วย เราอยากเห็นรัฐคัดกรองคนรวยที่ลักไก่ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เราไม่อยากเห็นรัฐใช้วิธีคิดแบบเหมาเข่งจนทำร้ายพลเมืองดีที่เป็นกระดูกสันหลังของระบบภาษีครับ ทุกท่านคิดเห็นอย่างไรกับ 9 เกณฑ์ต้องห้ามแบบใหม่นี้? และเห็นด้วยไหมครับว่าเราควรบีบเกณฑ์รายได้ให้แคบลงเพื่อเพิ่มเงินช่วยเหลือให้คนจนจริง ๆ มากกว่าการตั้งเกณฑ์ไล่จับผิดแบบปัจจุบัน? มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างมีอารยะในคอมเมนต์ได้เลยครับ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม 6 มิถุนายน 2569 #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #บัตรคนจน #เกณฑ์ใหม่สวัสดิการ #ลดหย่อนภาษี #นโยบายรัฐ #โครงสร้างสังคมไทย #มนุษย์เงินเดือน"
หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ทั้งในเชิงเห็นด้วยกับตัวเลขยุทธศาสตร์ และการสะท้อนความอึดอัดใจต่อมาตรการของรัฐ โดยมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก ซึ่งทาง ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เองก็ได้เข้ามาตอบคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกับชาวเน็ตอย่างต่อเนื่อง เช่นชาวเน็ตถามว่า "ตอนนี้กระแสวิจารณ์การตัดสิทธิจากเรื่องนี้ดูจะคึกคักบานเบิกมากทีเดียว ผมคนหนึ่งที่ แสดงความคิดเห็นทุกวัน เพียงเพราะไม่เห็นด้วย ในหลักการ …ส่วนตัวไม่อยากให้ทึกทักว่าผู้ที่ทักท้วง เพราะห่วงเสียประโยชน์ (เดือนละตั้ง 300 เชียว) หรือไปกล่าวว่าผู้คัดค้านคือผู้ที่เห็นด้วยกับการคงให้สิทธิกับคนที่ไม่สมควร (ที่ชอบเรียกว่าคนมีฐานะ) หรือฟาดแบบถมึงทึงกับผู้เห็นต่างออกไป อีกหลายๆคำประนาม (ผมเพิ่งจะถูกเพจใหญ่เพจหนึ่ง คอมเม้นท์ว่าผมโกหกแผ่นดิน ท่านบอกว่าผมไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง - ก็มีสะดุ้งนิดหนึ่งนะครับ ไม่เคยถูกต่อว่าด่าแรงสุดๆขนาดนี้ จนผมสงสัยว่าท่านท่านนั้นตีตราผมโดยพิจารณาจากตรงไหน … ผม ผิดหวังกับวิธีการตอบสนองของภาครัฐ ผมผิดหวังมากไปอีก เพราะผมหวังไว้สูงว่า รัฐบาลนีิจะเป็นพรรคที่ทำประสานสมดุลได้พอเหมาะ กับการทำประโยชน์ประเทศ-รักษาฐานคะแนนเสียง-ใช้หลักการที่ถูกต้อง ซึ่งผมเห็นว่า ที่ผ่านมาก็ทำได้ดีมาเรื่อยๆ (เห็นว่าดีกว่ารัฐบาลที่แล้วๆมา)… แต่มาเรื่องนี้ ดูตึง เย็นชา ชูหลักการที่แปร่งประหลาด (พอก่อนล่ะครับ ประเด็นนี้เหนื่อยใจจริง)" หรืออย่างชาวเน็ตอีกท่านที่เข้ามาคอมเมนต์ในประเด็นจนไม่จริง "รัฐบาลน่าจะเห็นว่าคนจนไม่จริง แล้วได้รับเงินบัตรคนจน เป็นจำนวนมาก จากการสำรวจที่หละหลวมของผู้นำหมู่บ้านเอื้อประโยชน์กัน เปลี่ยนชื่อเป็นบัตรผู้ยากไร้ก็ชัดเจนดี" แม้แต่ชาวเน็ตที่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว "จริง กลุ่มเปราะบาง"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี