วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569
ในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ตำแหน่ง “รัฐมนตรี” (Minister) หรือ “มนตรีแห่งรัฐ” ถูกนิยามว่าเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารสูงสุดในการขับเคลื่อนฟันเฟืองของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบริบทการเมืองไทยที่ผูกติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์และ “บ้านใหญ่”อำนาจดังกล่าวกลับกลายเป็นเพียง มายาภาพ ที่ฉาบหน้าด้วยตำแหน่ง แต่เบื้องหลังกลับถูกพันธนาการด้วยโครงสร้างทางกฎหมายและอิทธิพลมืด
1. กับดักทางกฎหมาย : นิติบุคคลที่รัฐมนตรีเอื้อมไม่ถึง
ความเข้าใจผิดพื้นฐานของนักการเมืองสายโควตา คือการมองว่ากระทรวงคือทรัพย์สินส่วนบุคคลที่สั่งการได้เบ็ดเสร็จ แต่ในทางนิติศาสตร์ “กรม” และ “กระทรวง” คือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ โดยมี อธิบดี และ ปลัดกระทรวง เป็นผู้ถืออำนาจดำเนินการ (Administrative Power)
บทบาทของรัฐมนตรีตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จึงจำกัดอยู่เพียงการ “วางนโยบาย” และ “กำกับดูแล”และ โยกย้าย” เท่านั้น หากรัฐมนตรีขาดความเชี่ยวชาญ (TechnicalExpertise) ย่อมตกอยู่ในสภาวะ “อัมพาตทางข้อมูล” โดยปริยาย
ข้าราชการประจำที่มีชั่วโมงบินสูงกว่ามักใช้เทคนิค ไม่ขัดใจรับไปก่อน แล้ว ดึงเรื่องอ้างข้อติดขัดทาง เทคนิค กฎหมายหรือข้อสัญญา หรือเกิดการประจบสอพลอเพื่อชี้นำ ตั้งแท่นให้รัฐมนตรีเซ็นอนุมัติโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายประจำหรือพวกพ้อง
จนรัฐมนตรีกลายเป็นเพียง “ตรายาง” ที่ต้องรับผิดชอบทางอาญาในภายหลัง
2. สภาวะ “เด็กฝึกงาน” และการพึ่งพา “พี่เลี้ยง”
เมื่อตำแหน่งรัฐมนตรีถูกจัดสรรตาม “โควตาความพึงพอใจ” มากกว่า “ความรู้ความสามารถ” เราจึงเห็นปรากฏการณ์ บ้านใหญ่และรัฐมนตรีฝึกหัด ที่ขาดความมั่นใจในตนเอง ดังเช่นกรณีที่สาธารณชนตั้งข้อสังเกตต่อผู้นำหรือรัฐมนตรีรุ่นใหม่ ฝึกหัดอย่าง แพทองธารชินวัตร ที่ต้องมี “พี่เลี้ยง” คอยกำกับทุกย่างก้าว
สภาวะเช่นนี้ทำให้นโยบายสาธารณะขาดความอิสระ และถูกแทรกแซงได้ง่ายจาก กลุ่มทุนประชานิยม หรือผู้ประกอบการที่จ้องฉวยโอกาสจากความอ่อนหัดทางการเมือง
รัฐมนตรีที่ไม่มีทีมงานวิชาการที่เข้มแข็งพอ มักจะพ่ายแพ้ต่อการ “ล็อบบี้” และการติดสินบนเชิงนโยบาย ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่การเสียชื่อเสียงและทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในภาพรวม
3. ระบบอุปถัมภ์ : เมื่อการเมืองเสียงานและเสียคน
รัฐมนตรีที่มาจากระบบบ้านใหญ่มักมี “พันธะ” ที่ต้องตอบแทนผู้สนับสนุน การวิ่งเต้นฝากฝังบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ โดยไม่พิจารณาจากระบบคุณธรรม (Merit System) ไม่เพียงแต่จะทำให้งานราชการถดถอย แต่ยังทำให้รัฐมนตรีผู้นั้นตกอยู่ในวังวนของการทุจริตเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการ “เสียคน” เมื่อต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากภาคประชาชนสื่อมวลชน องค์กรอิสระหรือศาลอาญาคดีทุจริต
ทางออกเชิงโครงสร้าง : ก้าวข้ามโควตาบ้านใหญ่สู่ความเป็นมืออาชีพ
เพื่อให้ตำแหน่ง “มนตรีแห่งรัฐ” กลับมามีความศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปใน 3 มิติหลัก:
• การสร้างรัฐมนตรีเงา (Shadow Cabinet) : พรรคการเมืองต้องปฏิรูปตนเองให้เป็นสถาบันวิชาการ วางตัวผู้รับผิดชอบนโยบายล่วงหน้า เพื่อสะสมข้อมูลและรู้เท่าทันกลไกของแต่ละกระทรวงก่อนเข้าสู่อำนาจจริง ซึ่งปัจจุบันพรรคการเมืองอย่างนี้มีน้อยมาก
• การเสริมแกร่งทีมสนับสนุนการเมือง (Political Staff) :รัฐมนตรีต้องมีทีมที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพและมีมาตรฐานความรับผิดชอบเทียบเท่าข้าราชการ เพื่อคอยวิเคราะห์กลั่นกรองข้อมูล (Counter-Check) ไม่ให้ถูกฝ่ายประจำหรือนายทุนครอบงำ
• จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ (Self-Evaluation) : สังคมต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการกดดันให้ผู้ที่ขาดคุณสมบัติหรือประสบการณ์ “ประเมินตนเอง” ก่อนรับตำแหน่ง
ตำแหน่งรัฐมนตรีต้องไม่ใช่พื้นที่สำหรับเรียนรู้งาน (Learning on the Job) แต่ต้องเป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่ “พร้อมทำงาน” เพื่อประชาชนกว่า 66 ล้านคน
ต้องมีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาองค์การบริหารในระดับท้องถิ่น จะได้สร้างผู้นำที่สามารถพัฒนาตนเองในระดับที่สูงขึ้นจนถึงระดับชาติ
บทสรุป :
การเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่รางวัลจากการชนะเลือกตั้ง แต่คือภาระรับผิดชอบต่อแผ่นดิน หากบรรดา สส. ยังไม่สามารถก้าวข้ามการแย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตน และไม่เร่งสะสมประสบการณ์เพื่อเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของระบบราชการและทุนสามานย์ ประเทศชาติก็จะต้องติดหล่มอยู่กับ “บ้านใหญ่ วิถีเด็กฝึกงาน” ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี