ย้อนรอยไทยรับมือวิกฤตพลังาน จากอดีตที่ขาดแคลนสู่ปัจจุบัน

ย้อนรอยไทยรับมือวิกฤตพลังาน จากอดีตที่ขาดแคลนสู่ปัจจุบัน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังลุกเป็นไฟ หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลจับมือร่วมกันเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้กลับอย่างดุเดือดด้วยเปลวไฟของกระบอกปืนและขีปนาวุธ สถานการณ์ได้ยกระดับสู่ความรุนแรงขีดสุดเมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงานของโลก ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษจึงปะทุขึ้นทันที ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

และในขณะที่ความตึงเครียดที่พุ่งสูงถึงขีดสุดนี้ บีบให้รัฐบาลไทยต้องรื้อฟื้นและยกระดับมาตรการประหยัดพลังงานครั้งใหญ่ หากย้อนอดีตกลับไปเราจะเห็นวิวัฒนาการการเอาตัวรอดของไทยในแต่ละยุคสมัย ดังนี้


1. ยุคจุดประกายจิตสำนึก รวมพลังหาร 2 (พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป)

มาตรการประหยัดพลังงานไท

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ในอดีตสมัยรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา ต่อเนื่องถึงรัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และรัฐบาล ชวน หลีกภัย ประเทศไทยต้องเผชิญกับมรสุมพลังงานจาก วิกฤตการณ์ค่าเงินบาท (ต้มยำกุ้ง) ที่ทำให้ราคานำเข้าน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจากการอ่อนค่าของเงินบาท ประกอบกับความไม่สงบในตะวันออกกลางจากการคว่ำบาตรอิรัก ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างหนัก รัฐบาลจึงต้องจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ขึ้นมาดูแลโดยตรง

ทำให้มาตรการในยุคนั้นเน้นหนักไปที่การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยผ่านสื่อสารมวลชน โดยมีการสร้างสรรค์แคมเปญระดับตำนานอย่างรวมพลังหาร 2 ที่ใช้เพลงและโฆษณาที่จดจำง่าย เช่น ชุดตุ่มใส่น้ำ ที่เปรียบเทียบการประหยัดพลังงานกับการออมน้ำ และชุดทางเดียวกันไปด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้รถร่วมกัน (Carpool) นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ขอความร่วมมือจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าให้นำสินค้ามาทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่กินไฟน้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีมาตรการบังคับที่ชัดเจน เช่น

มาตรการบังคับเวลาเปิด-ปิด สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศปิดในเวลา 22.00 น. และเปิดเวลา 05.00 น. (ยกเว้นสถานีบนทางหลวงสายหลัก)

มาตรการคุมไฟป้ายโฆษณา บังคับปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนถนนสาธารณะหลังเวลา 22.00 น.

มาตรฐานเบอร์ 5 บังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก เพื่อควบคุมและลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

2. ยุคปรับตัวรับวิกฤตน้ำมันแพงพลังงานทดแทน (พ.ศ. 2544 - 2557)

มาตรการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

เมื่อก้าวเข้าสู่ รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องถึงรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์, รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงปี 2551 ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับภาวะสงครามในอิรัก (ปี 2546) และความต้องการน้ำมันมหาศาลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย มาตรการของไทยจึงขยับจากการแค่ประหยัดไปสู่การหาพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ มีการประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนแห่งชาติเป็นครั้งแรก

ส่งผลให้รัฐบาลเริ่มส่งเสริมการใช้ แก๊สโซฮอล์ อย่างจริงจัง โดยนำเอทานอลจากสินค้าเกษตรไทยมาผสมในเบนซิน รวมถึงผลักดันน้ำมัน ไบโอดีเซล B5 และใช้กลไกภาษีสรรพสามิตสนับสนุนรถยนต์ Eco Car รวมถึงกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการอุ้มราคาเพื่อรักษาระดับค่าครองชีพไม่ให้พุ่งสูงตามราคาตลาดโลกที่ร้อนแรง โดยมีมาตรการบังคับที่สำคัญคือ

มาตรการสั่งยกเลิกเบนซิน 95 ประกาศยกเลิกการขายเบนซิน 95 ในปั๊มน้ำมันทั่วไป เพื่อบังคับให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างแก๊สโซฮอล์แทนทันที

มาตรการกลไกราคาจูงใจ บังคับส่วนต่างราคาผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อทำให้ราคาแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าเบนซินอย่างน้อย 2-4 บาท เป็นการใช้จิตวิทยาด้านราคาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

มาตรการเกณฑ์ประหยัด Eco Car บังคับมาตรฐานรถยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Car) ต้องมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20 กม./ลิตร และผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 4 จึงจะได้สิทธิลดภาษีสรรพสามิต

3. ยุคเข้มงวดหน่วยงานรัฐลดใช้ 20% และนวัตกรรม (พ.ศ. 2557 - 2567)

มาตรการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ในยุครัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ประเทศไทยเริ่มมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนผ่านนวัตกรรมควบคู่ไปกับมาตรการบังคับใช้ในภาคราชการอย่างจริงจัง โดยมีการออกมติคณะรัฐมนตรีที่ชัดเจนสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต้องลดการใช้พลังงานลงให้ได้ 20% อย่างเป็นรูปธรรม มีการตรวจวัดผลและรายงานผลเป็นระยะ

นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ให้เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าทั่วประเทศเป็นแบบ LED ทั้งในอาคารและไฟถนนสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือการประกาศโรดแมปการส่งเสริม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลในระยะยาวภายใต้เป้าหมาย Net Zero อีกทั้งในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 (พ.ศ. 2563-2565) ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รัฐบาลเริ่มนำมาตรการ Work from Home (WFH) และการประชุมออนไลน์มาใช้ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายและลดการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่งอย่างมหาศาล ซึ่งกลายเป็นฐานรากของวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ในการใช้พลังงานมาจนถึงปัจจุบัน โดยมาตรการในยุคนี้ประกอบด้วย

มติ ครม. บังคับลด 20% ออกเป็นข้อบังคับให้หน่วยงานรัฐต้องลดการใช้พลังงานลง 20% โดยมีการรายงานผลผ่านระบบ e-Report และใช้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ในการประเมินผลงานและพิจารณาโบนัสของหน่วยงานนั้นๆ

มาตรการแอร์ 25 องศา บังคับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศสำนักงานรัฐไม่ต่ำกว่า 25-26 องศาเซลเซียส และกำหนดเวลาปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงพักเที่ยงอย่างเคร่งครัด

มาตรการเงินอุดหนุน EV ออกมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 บังคับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและให้เงินอุดหนุนโดยตรงสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนถ่ายจากรถยนต์สันดาปสู่รถไฟฟ้า

4. ยุคกฎเหล็กสู้ศึกตะวันออกกลาง รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล (ปัจจุบัน - มีนาคม 2569)

มาตรการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน วันที่ 11 มีนาคม 2569 เมื่อวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานระดับโลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เพื่อออกมาตรการกฎเหล็กขั้นสูงสุด โดยเน้นการประหยัดเชิงรุกที่ภาคส่วนราชการต้องทำเป็นตัวอย่างทันทีเพื่อรับมือกับสภาวะน้ำมันขาดแคลน เช่น

มาตรการ ถอดสูท-ปรับแอร์ รัฐบาลออกข้อกำหนดให้รัฐมนตรี ข้าราชการ และพนักงานรัฐงดการสวมสูทและผูกเนกไทในการปฏิบัติงานและประชุมเป็นเวลาชั่วคราว เพื่อให้สามารถปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคารสำนักงานขึ้นไปอยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

มาตรการ Work from Home (WFH) 100% สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐในส่วนงานที่ไม่มีหน้าที่บริการประชาชนโดยตรง ปรับมาใช้ระบบการทำงานจากที่บ้านอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตัดวงจรการใช้ไฟฟ้าในตึกสูงและลดการสิ้นเปลืองน้ำมันจากการเดินทางบนท้องถนน

มาตรการระงับงบประมาณดูงานต่างประเทศ สั่งให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกกรณี โดยให้ใช้ระบบการประชุมผ่านออนไลน์หรือศึกษาดูงานในประเทศแทน เพื่อสงวนงบประมาณและพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็นระดับวิกฤต

มาตรการเตรียมการคุมเวลา ปิดปั๊ม-ปิดไฟป้าย หากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย รัฐบาลเตรียมแผนบังคับใช้การปิดสถานีบริการน้ำมันในเวลา 22.00 น. (ยกเว้นสายหลัก) และสั่งให้ปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่รวมถึงไฟประดับอาคารหลังเวลาสี่ทุ่มเป็นต้นไป

มาตรการตรึงราคาและการใช้กองทุน รัฐบาลยังคงใช้กลไกการคลังเพื่อพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร และรักษาระดับราคาก๊าซหุงต้มอย่างสุดความสามารถ เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่อาจกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชน

มาตราการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

จากวันที่มีเพียงแคมเปญรณรงค์ สู่ระเบียบข้อบังคับที่เข้มข้นในยุคสงครามพลังงาน วิวัฒนาการเหล่านี้คือเกราะคุ้มกันสำคัญที่ทำให้ไทยยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ มาตรการเหล่านี้จึงเป็นมากกว่าการประหยัดไฟหรือน้ำมัน แต่คือการร่วมกันรักษาลมหายใจทางเศรษฐกิจของชาติให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กระทรวงพลังงาน, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ศูนย์วิเคราะห์สถานการณ์พลังงานโลก

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top