จ่อตกงานเดือนละ 40,000 คน วิกฤตแรงงานปี 69 เมื่อสงครามและ AI เข้ามาแย่งงาน

จ่อตกงานเดือนละ 40,000 คน วิกฤตแรงงานปี 69 เมื่อสงครามและ AI เข้ามาแย่งงาน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.05 น.

สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในช่วงต้นปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง จากรายงานล่าสุดของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 พบว่าทิศทางการเลิกจ้างงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7% ต่อปี (CAGR ตั้งแต่ปี 2565-2568) ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจมองข้าม

แรงงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI


หากพิจารณาจากตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคมย้อนหลัง จะเห็นภาพการเติบโตของปัญหาอย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้

ปี พ.ศ. 2565 มีผู้ถูกเลิกจ้างจำนวน 439,084 คน

ปี พ.ศ. 2566 ตัวเลขปรับลดลงเล็กน้อยที่ 419,405 คน

ปี พ.ศ. 2567  เริ่มขยับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 441,840 คน (เพิ่มขึ้น 5%)

ปี พ.ศ. 2568 สถานการณ์วิกฤตอย่างเห็นได้ชัด เมื่อยอดผู้ถูกเลิกจ้างกระโดดขึ้นไปถึง 531,779 คน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% (YoY) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ทั้งสิ้นประมาณ 12.2 ล้านคน ซึ่งตัวเลขการเลิกจ้างกว่า 5 แสนรายในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลที่ภาคเอกชนกำลังแบกรับ และจากข้อมูลพบว่าอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทยกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดย 5 อันดับแรกที่มีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงสุด ได้แก่

อุตสาหกรรมการผลิต มีสัดส่วนถึง 24% โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์, โลหะ, สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความต้องการโลกที่เปลี่ยนไปและต้นทุนผลิตที่พุ่งสูง

อุตสาหกรรมค้าส่ง/ค้าปลีก มีสัดส่วนถึง 12% ผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและการแข่งขันของแพลตฟอร์มออนไลน์

อุตสาหกรรมก่อสร้าง มีสัดส่วนถึง 9% ตามภาวะอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวและการเบิกจ่ายงบประมาณ

อุตสาหกรรมกิจกรรมทางวิชาชีพ มีสัดส่วนถึง 5%งานด้านที่ปรึกษาหรืองานเฉพาะทางที่เริ่มถูกลดสัดส่วน

อุตสาหกรรมขนส่งและคลังสินค้า มีสัดส่วนถึง 4% ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์

แรงงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

และในจำนวนผู้ถูกเลิกจ้างทั้งหมด พบว่า แรงงานสัญชาติไทยคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่แรงงานต่างด้าว (เมียนมา, กัมพูชา, ลาว) มีสัดส่วนเพียง 6% อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตสำคัญในปี 2568 ว่าสัดส่วนการเลิกจ้างแรงงานต่างด้าวมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

จากมุมมองศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุชัดเจนว่า ทิศทางการเลิกจ้างงานในปี 2569 นี้จะยังไม่มีท่าทีคลี่คลาย โดยคาดการณ์ตัวเลขผู้ตกงานเฉลี่ยพุ่งสูงไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดยังคงเป็นแรงงานในภาคการผลิตที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ แรงกดดันเหล่านี้เกิดจากปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่พร้อมกัน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงอ่อนแอจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ซ้ำเติมด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงจากคู่แข่งในภูมิภาคและทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ดัมพ์ราคาจนผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ไหว

แรงงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งระดับโลกในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญฉุดรั้งห่วงโซ่อุปทานและทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่เกินขีดจำกัด และที่น่ากังวลที่สุดคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทำให้การนำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นทางเลือกหลักของนายจ้างเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการแรงงานคนลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

สถิติการเลิกจ้างที่จ่อคิวพุ่งสูงถึงเดือนละ 40,000 คนในปี 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยถึง "โจทย์หิน" ข้อใหญ่ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมกันหาทางออกอย่างเร่งด่วน หากไม่มีมาตรการเยียวยาหรือการปรับโครงสร้างทักษะแรงงานให้เท่าทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป ตัวเลขเหล่านี้อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางสังคมที่กัดเซาะความมั่นคงของครอบครัวไทยและยากเกินจะแก้ไขในอนาคต ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องหยุดมองแค่กำไรขาดทุน แต่ต้องหันมาประคอง "ฟันเฟืองมนุษย์" ให้รอดพ้นจากพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ครั้งนี้ไปให้ได้

แรงงานไทย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก kasikornresearch.com

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top