วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในช่วงต้นปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง จากรายงานล่าสุดของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 พบว่าทิศทางการเลิกจ้างงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7% ต่อปี (CAGR ตั้งแต่ปี 2565-2568) ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจมองข้าม

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI
หากพิจารณาจากตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคมย้อนหลัง จะเห็นภาพการเติบโตของปัญหาอย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้
ปี พ.ศ. 2565 มีผู้ถูกเลิกจ้างจำนวน 439,084 คน
ปี พ.ศ. 2566 ตัวเลขปรับลดลงเล็กน้อยที่ 419,405 คน
ปี พ.ศ. 2567 เริ่มขยับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 441,840 คน (เพิ่มขึ้น 5%)
ปี พ.ศ. 2568 สถานการณ์วิกฤตอย่างเห็นได้ชัด เมื่อยอดผู้ถูกเลิกจ้างกระโดดขึ้นไปถึง 531,779 คน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% (YoY) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ทั้งสิ้นประมาณ 12.2 ล้านคน ซึ่งตัวเลขการเลิกจ้างกว่า 5 แสนรายในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลที่ภาคเอกชนกำลังแบกรับ และจากข้อมูลพบว่าอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทยกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดย 5 อันดับแรกที่มีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงสุด ได้แก่
อุตสาหกรรมการผลิต มีสัดส่วนถึง 24% โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์, โลหะ, สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความต้องการโลกที่เปลี่ยนไปและต้นทุนผลิตที่พุ่งสูง
อุตสาหกรรมค้าส่ง/ค้าปลีก มีสัดส่วนถึง 12% ผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและการแข่งขันของแพลตฟอร์มออนไลน์
อุตสาหกรรมก่อสร้าง มีสัดส่วนถึง 9% ตามภาวะอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวและการเบิกจ่ายงบประมาณ
อุตสาหกรรมกิจกรรมทางวิชาชีพ มีสัดส่วนถึง 5%งานด้านที่ปรึกษาหรืองานเฉพาะทางที่เริ่มถูกลดสัดส่วน
อุตสาหกรรมขนส่งและคลังสินค้า มีสัดส่วนถึง 4% ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI
และในจำนวนผู้ถูกเลิกจ้างทั้งหมด พบว่า แรงงานสัญชาติไทยคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่แรงงานต่างด้าว (เมียนมา, กัมพูชา, ลาว) มีสัดส่วนเพียง 6% อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตสำคัญในปี 2568 ว่าสัดส่วนการเลิกจ้างแรงงานต่างด้าวมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
จากมุมมองศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุชัดเจนว่า ทิศทางการเลิกจ้างงานในปี 2569 นี้จะยังไม่มีท่าทีคลี่คลาย โดยคาดการณ์ตัวเลขผู้ตกงานเฉลี่ยพุ่งสูงไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดยังคงเป็นแรงงานในภาคการผลิตที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ แรงกดดันเหล่านี้เกิดจากปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่พร้อมกัน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงอ่อนแอจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ซ้ำเติมด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงจากคู่แข่งในภูมิภาคและทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ดัมพ์ราคาจนผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ไหว

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งระดับโลกในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญฉุดรั้งห่วงโซ่อุปทานและทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่เกินขีดจำกัด และที่น่ากังวลที่สุดคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทำให้การนำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นทางเลือกหลักของนายจ้างเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการแรงงานคนลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย
สถิติการเลิกจ้างที่จ่อคิวพุ่งสูงถึงเดือนละ 40,000 คนในปี 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยถึง "โจทย์หิน" ข้อใหญ่ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมกันหาทางออกอย่างเร่งด่วน หากไม่มีมาตรการเยียวยาหรือการปรับโครงสร้างทักษะแรงงานให้เท่าทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป ตัวเลขเหล่านี้อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางสังคมที่กัดเซาะความมั่นคงของครอบครัวไทยและยากเกินจะแก้ไขในอนาคต ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องหยุดมองแค่กำไรขาดทุน แต่ต้องหันมาประคอง "ฟันเฟืองมนุษย์" ให้รอดพ้นจากพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ครั้งนี้ไปให้ได้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก kasikornresearch.com
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี