วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
งานการเมืองไม่ใช่สนามอีโก้! ดร.ธารินี สับเละ พีระพันธุ์ ไร้วุฒิภาวะ-ทิ้งหน้าที่ แค่เพราะไม่ชอบหน้าคน
เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ดร.ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ถ้าจะมองการเมืองแบบไม่โลกสวยเกินไป เราคงต้องยอมรับกันตรง ๆ ว่า นักการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่มีอำนาจ แต่ล้มเหลวเพราะไม่ใช้หน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ต่างหาก
กรณีของคุณพีระพันธุ์ก็ชวนให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สังคมก็ยังตั้งคำถามจนถึงวันนี้ว่า ตกลงได้ทำอะไรเชิงโครงสร้างไว้บ้างในเรื่องพลังงานที่ประชาชนจับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่ท่าที ไม่ใช่แค่การแสดงบทบาทว่าเข้าใจปัญหา แต่คือการลงมือแก้ปัญหาในตำแหน่งที่ตัวเองมีอำนาจโดยตรง
คำถามนี้ยังไม่ทันได้คำตอบชัดเจน วันนี้กลับมีคำถามใหม่ตามมาอีกว่า ตอนอยู่ในคณะรัฐมนตรี ทำไมจึงยังมีพฤติกรรมเหมือนคนที่ไม่เข้าใจคำว่า “หน้าที่” อยู่เหมือนเดิม เพราะถ้าข้อกล่าวหาทางการเมืองที่สังคมรับรู้กันเป็นจริง ว่าถึงขั้นไม่ไปประชุม ครม. สัญจร ที่พะเยา เพราะไม่ชอบเจ้าของวลี “ทำมากว่าพืช” หรือถึงขั้นมีท่าทีว่าจะไม่เหยียบพื้นที่นั้น คำถามมันก็ไม่ใช่เรื่องมารยาทอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือเรื่องความรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยตรง เพราะการเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่การเป็นคอมเมนเตเตอร์ทางการเมือง ไม่ใช่การเป็นนักวิจารณ์รัฐบาลจากข้างสนาม และไม่ใช่การถือสิทธิ์เลือกทำงานเฉพาะวันที่อารมณ์ดีหรือเฉพาะเวทีที่ไม่มีคนที่ตัวเองไม่ชอบ
เมื่อคุณยังอยู่ในคณะรัฐมนตรี คุณมีหน้าที่ต้องทำงานในฐานะคณะรัฐมนตรี ต่อให้ไม่ชอบใคร ต่อให้ขัดแย้งกับใคร ต่อให้ไม่อยากยืนร่วมเฟรมกับใคร คุณก็ต้องไปเพราะคุณไม่ได้ไปเพื่อเขา คุณไปเพื่อหน้าที่ คุณไปเพื่อประชาชน นี่คือหลักง่าย ๆ ที่คนเป็นผู้ใหญ่ในตำแหน่งสาธารณะควรเข้าใจตั้งแต่วันแรกที่รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ดังนั้น ถ้าตอนเป็น รมว.พลังงานก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนเห็นผลงานเชิงโครงสร้างได้ชัดเจน แล้วพอมาอยู่ใน ครม. ก็ยังมีภาพของการไม่ไปทำหน้าที่เพียงเพราะไม่ชอบบุคคลหนึ่งอีก
มันก็ต้องถามกันตรง ๆ ว่า ตกลงกำลังบริหารประเทศ หรือกำลังบริหารอารมณ์ตัวเอง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ใช่เรื่องส่วนตัว การประชุม ครม. ไม่ใช่งานเลี้ยงรุ่นที่จะเลือกไปเฉพาะตอนมีเพื่อนสนิท ไม่ใช่งานแต่งที่ไม่อยากเจอใครแล้วจะขาดก็ได้ และไม่ใช่วงกาแฟที่ใครงอนใครแล้วลุกหนีกลับบ้านได้โดยไม่กระทบอะไร
การประชุม ครม. คือกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ทุกเก้าอี้ในห้องนั้นมีความหมาย ทุกการไม่ไปมีความหมาย และทุกการปล่อยให้อารมณ์ส่วนตัวมามีอำนาจเหนือหน้าที่ ล้วนสะท้อนวุฒิภาวะทางการเมืองของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นทั้งสิ้น ถ้าคุณไม่ไปเพราะไม่ชอบเจ้าของพื้นที่ นั่นไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายดูแย่ลงเท่าไรหรอก แต่มันทำให้คุณเองดูเล็กลงทันที เพราะคนที่แยกไม่ออกระหว่าง “ไม่ชอบคน” กับ “ต้องทำงานกับคน” ย่อมไม่มีวันเป็นนักบริหารที่น่าเชื่อถือได้จริง
การเมืองระดับชาติไม่ใช่สนามของอีโก้ และคณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ให้ใครมาประกาศอารมณ์ส่วนตัวผ่านการละทิ้งภารกิจสาธารณะ ที่สำคัญ เรื่องนี้ยิ่งย้อนแย้งหนักขึ้นเมื่อเอาไปวางคู่กับภาพลักษณ์ที่เจ้าตัวมักสร้างไว้ว่าเป็นคนจริง คนตรง คนยึดหลักการ และกล้าทวงถามความรับผิดชอบจากคนอื่น เพราะคนที่ชอบถามหาหน้าที่จากคนอื่น ย่อมต้องถูกถามเรื่องหน้าที่ของตัวเองด้วยเหมือนกัน
ตอนเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ก็ถูกถามว่าใช้อำนาจไปแก้ปัญหาอะไรบ้าง พอมาอยู่ใน ครม. ก็กลับถูกถามอีกว่า แม้แต่การไปทำหน้าที่ร่วมกับเพื่อนร่วมรัฐบาลยังทำไม่ได้ เพราะปล่อยให้อารมณ์ส่วนตัวมากำหนดการตัดสินใจ
แบบนี้จะเอาอะไรไปสอนคนอื่นเรื่องความรับผิดชอบ
ยิ่งถ้ามองในเชิงหลักการรัฐศาสตร์ เรื่องนี้ยิ่งอธิบายง่ายมาก ตำแหน่งสาธารณะไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่มันคือภาระผูกพัน และภาระผูกพันนั้นไม่ได้หยุดทำงานเพียงเพราะคุณหงุดหงิด ไม่ได้หยุดเพียงเพราะคุณไม่ชอบคนในห้อง และไม่ได้ยกเว้นให้เพียงเพราะคุณคิดว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีมากกว่าจะต้องไปนั่งร่วมโต๊ะกับใครบางคน
ศักดิ์ศรีของนักการเมืองไม่ได้อยู่ที่การงอนแล้วไม่ไป แต่อยู่ที่การไปทำงานให้ครบ แม้จะต้องนั่งกับคนที่ตัวเองไม่ชอบที่สุดก็ตาม นี่ต่างหากคือวุฒิภาวะ นี่ต่างหากคือความรับผิดชอบ และนี่ต่างหากคือสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิ์คาดหวังจากคนที่กินเงินเดือนจากภาษีของเขา
แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ภาพที่ออกมากลับเป็นแบบเดิมซ้ำ ๆ ตอนมีอำนาจในกระทรวงตัวเองก็ไม่ปรากฏผลเชิงโครงสร้างที่ชัด พอมีหน้าที่ในฐานะ ครม. ก็ยังพร้อมละทิ้งภารกิจเพราะไม่ชอบบุคคลหนึ่ง มันก็ต้องพูดให้ตรงว่า ปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องอำนาจไม่พอ ปัญหาอาจเป็นเพราะ วินัยในการทำหน้าที่ไม่พอ
เพราะคนที่มีวินัยต่อหน้าที่ จะไม่เอาอารมณ์มาวางเหนือภารกิจ คนที่มีความเป็นรัฐมนตรีจริง จะไม่ใช้ความไม่ชอบส่วนตัวเป็นเหตุผลในการลดทอนความรับผิดชอบสาธารณะ และคนที่เข้าใจการบริหารประเทศจริง จะรู้ว่า บางครั้งหน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำ ไม่ใช่การพูดแรง ไม่ใช่การด่าคนอื่น แต่คือการกดอารมณ์ตัวเองไว้ แล้วเดินเข้าไปทำงานให้จบ
พูดให้ถึงที่สุดก็คือ ตอนเป็น รมว.พลังงานก็ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ในฐานะ ครม. ก็ยังไม่ทำหน้าที่อีก เพราะแค่คำว่า “ไม่ชอบ” ก็พร้อมละทิ้งภารกิจ ถ้าเป็นแบบนี้จะเรียกว่าเป็นคนยึดหลักการไม่ได้หรอก ต้องเรียกให้ตรงกว่านั้นว่าเอาอารมณ์ส่วนตัวมาสวมทับหน้าที่สาธารณะ และนั่นไม่ใช่ความเท่ทางการเมือง แต่มันคือความล้มเหลวของคนที่แยก “ตัวเอง” ออกจาก “ตำแหน่ง” ไม่ได้เลย"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี