วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
533.jpg
หมอเอกชน กระอัก! วิกฤตปี 69 หนักกว่าโควิด รพ.ดังแห่ลดคน-หั่นค่าตัวแพทย์

หมอเอกชน กระอัก! วิกฤตปี 69 หนักกว่าโควิด รพ.ดังแห่ลดคน-หั่นค่าตัวแพทย์

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.55 น.

6 เมษายน 2569 นพ.กรธัช อชิรรุจิกร อายุรศาสตร์โรคเลือด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤติแพทย์โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพ

สัญญาณเศรษฐกิจที่ไม่ดี เริ่มส่งผลกระทบกับทุกธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ


โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพเริ่มลดพนักงาน ตามด้วยลดแพทย์ทั้ง Fulltime และ Parttime

บางโรงพยาบาลมีหลายตึก เริ่มปิดวอร์ด รวบแผนกต่างๆ ลดแพทย์เวรกลางคืน ให้ Fulltime มีชั่วโมงทำงานมากขึ้น เพื่อลดปริมาณแพทย์ Parttime และเทคนไข้ให้กับแพทย์ Fulltime ให้เกินการันตีรายได้ก่อน

แพทย์ Fulltime ที่มีหลายๆ คนในแต่ละสาขา ต้องลดให้พอดีกับชั่วโมงทำงานและปริมาณคนไข้ในแต่ละวัน

เกือบทุกโรงพยาบาลแทบจะไม่รับแพทย์เฉพาะทางจบใหม่ในสาขาทั่วไป เว้นแต่ทดแทนตำแหน่งว่าง

โรงพยาบาลที่กำลังจะเปิดใหม่ มีแผนชะลอโครงการ

เพื่อรอสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

สาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจซบเซาในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 เพราะเป็นช่วง Low season อยู่แล้ว

ช่วงปิดเทอม เด็กป่วยลดลง เพราะเวลาไปโรงเรียนเด็กๆ จะแพร่เชื้อใส่กันเอง แล้วนำเชื้อไวรัสไปติดพ่อแม่และปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ที่ติดเชื้อแล้วนำไปแพร่กับเพื่อนร่วมงานอีกต่อหนึ่ง

ดังนั้นช่วงปิดเทอม จึงเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจ

ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้สถานการณ์ในขณะนี้ทวีความรุนแรงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

1. หลายธุรกิจลดสวัสดิการของพนักงาน

ยกเลิกประกันกลุ่ม หรือให้ชำระเองบางส่วน หรือลดวงเงินค่ารักษาพยาบาล ทำให้คนไข้ต้องยอมลดความสะดวกสบายไปรักษากับโรงพยาบาลต้นสังกัดสิทธิ์ประกันสังคมก่อน

ซึ่งกระทบกับโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่รับดูแลคนไข้ประกันสังคม

2. การปรับเปลี่ยนนโยบายของบริษัทประกัน

เช่น ประกันกลุ่ม ที่เคยซื้อพ่วงคู่สมรสและบุตรได้

ปัจจุบันหลายค่ายไม่รับเด็ก หรือเพิ่มเบี้ยเกือบแสนต่อปี

หรือแม้แต่ นโยบาย Copayment ก็ทำให้คนไข้ไม่อยากสำรองจ่ายหรือจ่ายส่วนเกิน หากใช้ประกันสุขภาพเกินความจำเป็น ได้ผลในด้านจิตวิทยา

3. การเข้าถึงประกันสุขภาพของคนยุคนี้ยากขึ้น

พบว่า เด็กจบใหม่ต้องให้พ่อแม่จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้ เพราะเบี้ยแพงขึ้นและรายได้ยังไม่มากพอที่จะจ่ายไหว และมีแนวโน้มที่คนทำประกันจะทิ้งประกันสุขภาพไม่ต่ออายุมากขึ้น เพราะรายจ่ายเพิ่มขึ้น ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แต่รายได้เท่าเดิมหรือเพิ่มน้อยกว่า

รวมถึง ความเสี่ยงที่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน หากมีการรักษาพยาบาลไปแล้วบริษัทประกันไม่อนุมัติแฟกซ์เคลม ซึ่งเป็นภาระก้อนโตที่ควบคุมได้ยาก ในยุคที่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์แพงขึ้น 10% ทุกปี

4. การลดลงของคนไข้ต่างประเทศ

ถึงแม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขคนไข้ต่างประเทศที่ตั้งใจเข้ามาเพื่อทำการรักษากลับลดลง ทั้งคนไข้กัมพูชา ตะวันออกกลาง จีน ยุโรปและออสเตรเลีย

ส่วนนึงเพราะค่าเงินบาทแข็งมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายค่ายาค่าผ่าตัดยังไม่จูงใจมากพอที่จะจ่ายเงินเอง ทดแทนการรอคิวนานของประเทศที่พำนักปัจจุบัน

รวมถึง ปัญหาความขัดแย้งชายแดนและตะวันออกกลาง ก็ทำให้การสื่อสาร การเดินทาง การลงทุน หยุดชะงักในช่วงนี้

คงต้องรอให้ทุกอย่างผ่อนปรนกว่านี้

5. ต้นทุนยา เวชภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ แพงขึ้น และมีแนวโน้มสูงขึ้น พร้อมทั้งมีโอกาสขาดตลาดและขึ้นราคาตามมา ตามกลไกของอุปสงค์อุปทาน

การพยุงราคาในปัจจุบันต้องทำต่อเนื่องให้ได้ ตามคำขอของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

ก็ต้องลดรายจ่ายที่โรงพยาบาลพยุงไว้ นั่นคือบุคลากรในโรงพยาบาล รวมทั้งแพทย์ที่ยังรับเงินการันตีรายได้

6. การผลิตแพทย์เฉพาะทางเยอะขึ้นมาก

20 ปีก่อน แพทย์จบใหม่ 1500 คนต่อปี แพทย์เฉพาะทางทุกสาขาก็ไม่เยอะเท่ายุคนี้ ปีที่ผ่านมามีแพทย์จบใหม่ 3200 คน แพทย์เฉพาะทางก็เพิ่มขึ้น ผลิตออกแบบแบบฟรีเทรน ไม่ต้องใช้ทุน แล้วกระจุกอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล ทำให้ไม่ขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางเหมือนกับสมัยก่อน

ที่เงินการันตีรายได้จากเดือนละ 2.5-3 แสนบาท เหลือ 1.5-2 แสนบาท ตามกลไกอุปสงค์อุปทาน แล้วตัดการันตีเป็น 0 ในท้ายที่สุด เพื่อสนับสนุนแพทย์ Fulltime คนใหม่ สาขาใหม่

7. โรงพยาบาลเอกชนที่เปิดติดๆ กันจนเกินไป

ทำให้แย่งฐานคนไข้ประจำที่อยู่ในละแวกเดียวกัน

เกิดกลยุทธ์ด้านราคา ลดแลกแจกแถม

และแน่นอนแพทย์ต้องลดค่าแพทย์ลง บางครั้งต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นไทล์ที่แพทยสภากำหนดไว้ ไม่ควรเกิน 90 เปอร์เซ็นไทล์ ตัดราคากันด้วยการแข่งขันทางการตลาด เน้นปริมาณ

คนไข้ขาประจำ จึงไปลองสัมผัสประการณ์ใหม่ๆ ที่โรงพยาบาลอื่นดูบ้าง ไปแล้วไปลับไม่กลับมา

แพทย์จึงอยู่ในสมการของเกมส์ราคาไปโดยปริยาย

ล่าสุด บริษัทประกันชีวิต เริ่มใช้ราคากลางในการบริหารจัดการลูกค้าให้เข้าถึงการบริการในโรงพยาบาลที่ต่อรองราคาค่ารักษาได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจ

8. แพทย์อายุมากขึ้นยิ่งเก๋า รักษาทั้งครอบครัว

ทำให้หมอจบใหม่ นับหนึ่งใหม่ ยากกว่าสมัยก่อน

และหมอเดี๋ยวนี้ทำงานจนหมอหรือคนไข้ใครตายก่อนกัน เคยเจออาจารย์หมอไต เกษียณไป 10 กว่าปี ยังมาดูคนไข้ประจำฟอกไตใน ICU สุดยอดมากเลย

โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งที่ปรับโครงสร้างบุคลากร จึงต้องการเก็บรักษาแพทย์กลุ่มนี้ไว้ก่อน

แพทย์ที่ไม่มีฐานคนไข้ประจำ หรือทำงานร่วมสหสาขาวิชาชีพอื่นไม่ได้ ก็จะถูกลดบทบาทลง หรือ เชิญออก

ช่วงนี้ได้ข่าวบางโรงพยาบาล ถ้าแพทย์ว่าพยาบาลต่อหน้าคนไข้ หรือ โยนเคสเกี่ยงงานปล่อยให้พยาบาลรับหน้าก็จะไม่ให้ทำงานต่อ จึงต้องเป็นเด็กดี ควบคุมอารมณ์มีวุฒิภาวะมากขึ้น เพราะตัวเลือกใหม่เยอะขึ้น

วิกฤตินี้แย่กว่าตอนโควิดแน่นอน

เพราะโควิด หมอโรงพยาบาล หมอคลินิกความงาม มาช่วยกันรักษาคนไข้โควิด

แต่สถานการณ์นี้ ไม่มีโรคระบาด แต่เป็นยุคข้าวยากหมากแพง ยุคที่นักท่องเที่ยวอาจลดลง

ระบบไหลเวียนเงินสะดุด กำลังซื้อลดลง

หมอโรงพยาบาลและหมอคลินิกความงามอาจจะต้องมาแย่งงานกันเอง

ขอตัวไปรื้อฟื้นวิชาฉีดโบท็อกซ์ก่อน

ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน

นายแพทย์กรธัช อชิรรุจิกร

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top