วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569
เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จัดประชุมสรุปผลการดำเนินงานแผนงานวิชาการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ปี 2568 ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมี ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัยประธานมูลนิธิทันตสาธารณสุข กล่าวเปิดการประชุม
ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เปิดเผยถึงสถานการณ์การบริโภคน้ำตาลทางอ้อมของคนไทยในช่วงปี 2554-2565 โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “เครื่องดื่ม” ยังคงเป็นแหล่งน้ำตาลหลักที่คนไทยบริโภคมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ทางเครือข่ายฯ จึงได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลักดันโครงการโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม การรณรงค์เรื่องเครื่องดื่มในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ตลอดจนการสนับสนุนมาตรการภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง (ภาษีน้ำตาล) เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของเด็กไทย

“หลังจากทำงานประเด็นเรื่องเครื่องดื่มมานาน ปัจจุบันเพิ่มภัยร้ายสำหรับทันตแพทย์ นั่นก็คือ ลูกอม ลูกกวาด ที่วนกลับมาโดยเราไม่รู้ตัว ดังนั้น การทำงานต่อจากนี้ เครือข่ายฯ ต้องกลับมาคิดหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อจัดการเรื่องเหล่านี้ โดยช่วยกันกลับไปมุ่งเน้น เฝ้าระวัง และเฝ้าดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” ทพญ.ปิยะดา ระบุ พร้อมกับเสริมว่า ภาพการบริโภคน้ำตาลโดยอ้อมของคนไทยโดยไม่รู้ตัวอยู่จำนวนมากได้นำมาสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
ขณะที่ นางสาวอาริยา ภู่วัฒนกุล สำนักแผนภาษีกรมสรรพสามิต รายงานผลการศึกษาผลการดำเนินมาตรการภาษีเครื่องดื่มต่อการปรับตัวภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม สนับสนุนโดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ระบุตอนหนึ่งถึงหลักการจัดเก็บภาษีเพื่อสุขภาพว่า มาตรการภาษีเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้คนไทยลดการบริโภคน้ำตาลลดลงโดยใช้กลไกภาษีสรรพสามิต
“มาตรการภาษีน้ำตาลของไทยให้ผลชัดเจนในด้านการผลักดันให้ผู้ผลิตปรับสูตร มากกว่าการผลักให้ผู้บริโภคลดการซื้อ เพราะราคาสูงขึ้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือผลของนโยบายนี้ในประเทศไทยเกิดขึ้นผ่านฝั่งการผลิต (supply side) มากกว่าฝั่งราคา (pricing)”
สำหรับโครงสร้างภาษี ตั้งแต่ปี 2561 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2568 ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มตามปริมาณความหวานขั้นสูงสุดแล้ว โดยเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ต้องเสียภาษี 5 บาทต่อลิตรนั้น นางสาวอาริยา ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า มาตรการภาษีน้ำตาลส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มในไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจุดเปลี่ยนสำคัญ ก่อนปี 2560 เครื่องดื่มส่วนใหญ่ที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อจะมีน้ำตาลสูงมาก แต่หลังจากเริ่มใช้ “มาตรการภาษีน้ำตาล” อุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งเครื่องดื่ม อาหาร และนม ต่างตื่นตัวและปรับลดปริมาณน้ำตาลลง และมีเครื่องดื่มที่เป็นทางเลือกสุขภาพเพิ่มขึ้น
“ปัจจุบันเมื่อเราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ จะพบเครื่องดื่มสูตร “น้ำตาลน้อย” หรือ “ไม่มีน้ำตาล” เพิ่มขึ้นถึง 35% ซึ่งช่วยให้คนไทยเข้าถึงเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายกว่าแต่ก่อน”
.jpg)
เก็บภาษีน้ำตาล ปัจจัยเร่งผู้ผลิตปรับสูตรหวานน้อย
ผลการศึกษาผลการดำเนินมาตรการภาษีเครื่องดื่มต่อการปรับตัวภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ยังพบว่า กลไกภาษีแบบขั้นบันได แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับขึ้นภาษีตามความหวานไปเพียง 2 รอบ ก็เพียงพอที่จะจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีปริมาณน้ำตาลลดลงมาอยู่ที่ระดับ 6 กรัม (ต่อ 100 มิลลิลิตร) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น
“ช่วงแรกของการจัดทำมาตรการทางภาษีผู้ประกอบการสินค้าเครื่องดื่มภายใต้พิกัดภาษีสรรพสามิต 02.02 (น้ำอัดลม เกลือแร่ เครื่องดื่มชูกำลัง) ซึ่งเป็นพิกัดที่ใหญ่ที่สุด มีปริมาณน้ำตาลสูงที่สุด ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำตาลได้มากที่สุด กว่า 3,000 ล้านบาท นั้น แจ้งว่า ไม่สามารถปรับสูตรลดน้ำตาลได้ทัน อาจต้องใช้เวลา 6-8 ปี จึงเป็นเหตุผลให้มีการทำโครงสร้างภาษียาวนาน แบ่งออกเป็น 4 ช่วง แต่จากผลการศึกษาฯ พบว่า ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ที่เคยคิดว่า ต้องใช้เวลาในการปรับสูตรนาน กลับปรับตัวได้อย่างเร็วที่สุด ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ปรับสูตรเครื่องดื่มลดน้ำตาล จาก 17 กรัม เหลือ 6-8 กรัม”
นักวิจัยผลการศึกษาผลการดำเนินมาตรการภาษีเครื่องดื่มฯ ค้นพบ สิ่งที่น่าสนใจอีกว่า โครงสร้างภาษีได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน
ในอดีตรายได้ภาษีน้ำตาลส่วนใหญ่มาจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมาก เช่น 10–14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร แต่ปัจจุบัน รายได้ภาษีจำนวนมากกลับมาจากสินค้าที่อยู่ในช่วง 6–8 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตรซึ่งสะท้อนว่า ผู้ประกอบการได้ปรับสูตรลดน้ำตาลลงจากเดิมอย่างมาก
.jpg)
พบน้ำหวานเข้มข้นบางยี่ห้อ ไม่ปรับสูตร-ขึ้นราคา
ถ้ามองในเชิงปริมาณ ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดยิ่งขึ้น ผลการศึกษาฯ พบว่า เดิมเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 6 กรัม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องเสียภาษีน้ำตาล มีอยู่เพียงประมาณ 90 ล้านลิตร แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นราว 5,000 ล้านลิตรแล้ว ในทางกลับกัน เครื่องดื่มที่ถูกเก็บภาษีสูงสุด จากเดิมมีประมาณ 819 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียง 58 ล้านลิตร เท่านั้น
“มาตรการทางด้านภาษี หรือการเก็บภาษีน้ำตาล จึงทำให้ผู้ประกอบการกระตือรือร้น ปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลลง อย่างเครื่องดื่มทรีอินวัน มีการลดน้ำตาลลงอย่างมาก จนปัจจุบันเครื่องดื่มในกลุ่มที่น้ำตาลต่ำกว่า 6 กรัม เพิ่มขึ้นจากเพียง 1% หรือประมาณ 19.9 ล้านลิตร เป็น 84% ของตลาด หรือประมาณ 2,100-2,200 ล้านลิตร ซึ่งถือว่า เป็นความสำเร็จ หมายความว่าผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟตอนเช้า ยังคงดื่มอยู่ในปริมาณใกล้เคียงเดิม แต่รับน้ำตาลน้อยลงอย่างมาก”
อย่างไรก็ตาม สินค้าพวกไซรัปหรือหัวเชื้อเข้มข้น เช่น น้ำหวานเข้มข้นบางยี่ห้อ กลับแทบไม่ลดปริมาณน้ำตาลลง ขณะที่ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นมาก เช่น จากขวดละไม่เกิน 40 บาทในอดีต กลายเป็นเกือบ 80 บาทในปัจจุบัน แต่แม้ราคาจะขึ้น การบริโภคก็ยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
“สรุปเมื่อเปรียบเทียบปี 2561 กับปี 2568 จะเห็นว่า เครื่องดื่มที่ปรับสูตรได้มากที่สุดคือ ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง โดยเฉพาะชา ซึ่งปรับได้สูงสุดในระดับเกือบ 80% ชาและกาแฟพร้อมดื่มจำนวนมากในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า 6 กรัมแล้ว จึงแทบไม่ต้องเสียภาษีน้ำตาล” นางสาวอาริยา กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี