วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
วันที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เตรียมได้รับการพักโทษและออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคม กลายเป็นข่าวการเมืองทันที แม้ในทางกฎหมายจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของผู้ต้องขังสูงวัยและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ แต่ในทางการเมือง เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์
ชื่อของทักษิณผูกอยู่กับการเมืองไทยมานานกว่าสองทศวรรษ ผ่านช่วงเรืองอำนาจ ผ่านรัฐประหาร ผ่านการหนีคดีออกนอกประเทศยาวนานหลายปี และกลับคืนสู่แผ่นดินไทยท่ามกลางความสนใจของสังคมทั้งประเทศ จึงเป็นธรรมดาที่การพ้นเรือนจำของเขาจะถูกจับตาเกินกว่าคนทั่วไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่อยู่ที่บ้านไหน จะติดกำไล EM หรือไม่ หรือจะเคลื่อนไหวอย่างไรในวันแรกของอิสรภาพ แต่คือหลังจากนี้จะยังเข้ามากำหนดทิศทาง “พรรคเพื่อไทย” และการเมืองไทยอีกมากน้อยเพียงใด
เพราะในความเป็นจริง ต่อให้ไม่มีตำแหน่งใด ชื่อของทักษิณก็ยังถูกมองว่ามี “บารมีสูงสุด” เหนือพรรคเพื่อไทย และยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหลายเรื่องอยู่เสมอ
การออกจากเรือนจำครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หากเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคตพรรคเพื่อไทยโดยตรง
ต้องยอมรับว่า ทักษิณเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถสูง อ่านกระแสประชาชนขาด และเคยสร้างนโยบายที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทยอย่างมาก หลายมาตรการยังถูกพูดถึงมาจนถึงวันนี้
แต่อีกด้านหนึ่ง ชื่อของเขาก็ผูกกับข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจ และคดีทุจริตหลายคดี จนนำไปสู่คำพิพากษาจำคุก ก่อนตัดสินใจหนีคดีออกนอกประเทศเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังติดตัวเขาอยู่เสมอ
สิ่งที่น่าคิดยิ่งกว่าคือ พรรคเพื่อไทยในวันนี้ไม่ใช่พรรคที่แข็งแรงเหมือนอดีตอีกแล้ว ผลการเลือกตั้งล่าสุดตกไปอยู่อันดับสาม ต่ำที่สุดในสายพรรคการเมืองตระกูลชินวัตร สะท้อนชัดว่าฐานนิยมเดิมหดตัว และประชาชนจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกใหม่
เมื่อพรรคอยู่ในช่วงขาลง การยึดติดกับผู้นำคนเดิมยิ่งเป็นภาระมากกว่าพลัง เพราะทำให้พรรคไม่สามารถสร้างภาพใหม่ สร้างผู้นำใหม่ หรือเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นถัดไปเติบโตได้เต็มที่
พรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่าง “เดินต่อด้วยตัวเอง” หรือ “ผูกอนาคตไว้กับอดีต” อีกครั้ง
เมื่ออายุเกิน 70 ปี ผ่านทั้งอำนาจ ความพ่ายแพ้ การหนีคดี การกลับบ้าน และการถูกคุมขังมาแล้ว ชีวิตย่อมควรเข้าสู่ช่วงที่เลือกความสงบมากกว่าความขัดแย้ง
คำว่า “เลี้ยงหลาน” ฟังดูเรียบง่าย แต่มีความหมายทางการเมืองไม่น้อย เพราะหมายถึงการรู้จักพอ รู้จักส่งต่อ และรู้ว่าเวลาเปลี่ยนไปแล้ว
หากหลังพ้นโทษยังให้สัมภาษณ์ทุกเรื่อง ยังขยับทุกครั้งที่เกิดแรงสั่นสะเทือน หรือยังแสดงบทบาทเสมือนผู้กำกับพรรคเพื่อไทย ปัญหาจะตกกับพรรคก่อนใคร เพราะสังคมจะยิ่งเชื่อว่าพรรคนี้ไม่เคยหลุดจากเงาเดิม
คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธเพื่อไทยเพราะนโยบายอย่างเดียว แต่ปฏิเสธภาพจำแบบเดิม ๆ ที่วนอยู่กับคนเดิม กลุ่มเดิม และอำนาจแบบเดิม
หากทักษิณต้องการช่วยพรรคเพื่อไทยจริง วิธีช่วยที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การกลับมาจับพวงมาลัย แต่คือการลงจากรถ แล้วปล่อยให้คนรุ่นใหม่ขับเอง
ประวัติศาสตร์การเมืองมีตัวอย่างมากมายของผู้นำที่สร้างชื่อเสียงไว้มาก แต่กลับรักษาตอนจบของตัวเองไม่ได้ เพราะยังยึดติดกับบทบาทเดิม ไม่ยอมลงจากเวทีเมื่อถึงเวลา
ทักษิณยังมีโอกาสเลือกเส้นทางของตัวเองได้ จะใช้ชีวิตอย่างสงบกับครอบครัว ปล่อยให้พรรคเพื่อไทยปรับตัว สร้างคนรุ่นใหม่ และฟื้นศรัทธาด้วยตัวเอง หรือจะกลับมาเป็นศูนย์กลางแรงปะทะอีกครั้ง
การพักโทษครั้งนี้เป็นจุดจบของสถานะผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่หากยังเข้ามา “เสือกทุกเรื่อง” เหมือนเดิม พรรคเพื่อไทยอาจยิ่งเสื่อมทรุดหนักกว่าเดิม เพราะทุกครั้งที่ขยับ จะถูกมองว่าไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย
พรรคการเมืองที่เคยชนะถล่มทลาย วันนี้ตกมาอยู่อันดับสามแล้ว หากยังไม่ยอมเปลี่ยน รอบหน้าคำว่าแพ้อาจไม่พออธิบายสถานการณ์ เพราะอาจหมายถึงการถดถอยจนยากฟื้นตัว
วันพ้นคุกของทักษิณมาถึงแล้ว แต่หากยังไม่พ้นจากการเมือง พรรคเพื่อไทยอาจเป็นฝ่ายจ่ายราคาหนักที่สุด และครั้งหน้าอาจไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีก
- ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี