533.jpg
อย่าปล่อยให้ถึงระยะสุดท้าย กรมการแพทย์ เตือน โรคไต ภัยเงียบไร้อาการ

อย่าปล่อยให้ถึงระยะสุดท้าย กรมการแพทย์ เตือน โรคไต ภัยเงียบไร้อาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.55 น.

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนตระหนักรู้ โรคไต ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม เตือนอย่ามองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ ชี้กลุ่มเสี่ยง–แนะปรับพฤติกรรม ลดโอกาสไตเสื่อมในระยะยาว และลดการเสียชีวิต

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคไต ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมากขึ้นในคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น รับประทานอาหารเค็ม สูบบุหรี่ หรือใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งจุดที่น่ากังวลคือในระยะแรกของโรคมักไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารับการรักษาเมื่อโรคลุกลามแล้ว จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจการทำงานของไต เพื่อให้สามารถค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


กรมการแพทย์

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเสื่อมของไตทั้งสิ้น หากอยู่ในกลุ่มดังกล่าวควรได้รับการติดตามและตรวจการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะรุนแรง แม้โรคไตจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่เมื่อเริ่มมีอาการมักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าไตได้รับความเสียหายแล้ว เช่น ตัวบวม เท้าบวม เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมากหรือมีเลือดปน รวมถึงความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก ดังนั้น หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยรักษาอย่างถูกต้อง

กรมการแพทย์

ด้านรศ.พญ.วรางคณา พิชัยวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การดูแลสุขภาพไตสามารถเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารไขมันสูง และอาหารหมักดอง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็น รวมถึงงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ภาวะไตวาย” ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ภาวะไตวายเฉียบพลัน  ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อรุนแรง การขาดน้ำ การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะช็อก ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ และภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของไตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยมักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยในระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ระยะสุดท้าย สำหรับแนวทางการรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยในระยะแรกสามารถรักษาด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และปรับพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่หากเข้าสู่ระยะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นแนวทางช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

กรมการแพทย์

กรมการแพทย์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top