วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
พี่ดี้ ร่ายยาวเรื่องเกษียณ เปรียบปม สุริยะ เด้ง อธิบดีฝนหลวง อ้างแก่เกินไป
เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า "จากข่าวตลกเจ็บใจสำหรับคนเสียภาษีคนหนึ่ง….
รัฐมนตรีอายุเจ็ดสิบกว่าที่ไม่เห็นมีใครบอกว่าชอบมันสักคนในประเทศนี้…
ปลดอธิบดีคนที่ยังไม่หกสิบ แค่ใกล้ “เกษียณ” ด้วยคำว่า….มึงแก่ไป
เป็นเหตุผลที่ ต้องขอยืมภาษานักพากษ์บอลในเน็ตมาใช้…
“ระยำใจ”
ฉันเป็นคนที่ไม่เชื่อในคำว่า “เกษียณ “ หรือที่ฝรั่งเรียกรีไทร์….แม่ประไพ…
ตอนทำงานหนัก ๆ ในวัยสามสิบสี่สิบ…ก็เคยฝันว่าคำนี้มีจริงเหมือนกัน…
จะมีเงินเก็บ จะมีเงินไหล (passive income)…ไว้ไปเที่ยวรอบโลกแบบฝรั่งชราวางแผน…
คำว่า เกษียณ มันเป็นคำสมมติ สำหรับจะเปลี่ยนถ่ายคนที่เคยทำงานได้ เป็นทำงานไม่ได้….ด้วยอายุ….ซึ่งไม่เคยเป็นการกำหนดด้วยตัวคนทำงาน….แต่เป็นกฎที่ตั้งโดยผู้ว่าจ้าง… ซึ่งก็มีเหตุผลที่เข้าใจได้
ผู้ว่าจ้างที่ชื่อรัฐบาล…บอกว่า คุณอายุหกสิบ จบนะ เรามีเงินไหล(บำนาญ) ให้คุณไปจนตาย พอหรือไม่พอก็แล้วแต่ตัวคุณเอง….ดูแลเจ็บป่วยให้ด้วย…เพราะคุณทำงานรับใช้ชาติด้วยอัตราเงินเดือนที่ต่ำกว่าเอกชนมาตลอด….ก็สมควรได้รับการตอบแทนยามเกษียณ
บางหน่วยงานต้องการผู้มีประสบการณ์ และวิจารณญาณสูงเป็นพิเศษก็อาจจะขยายไปหกสิบห้า เจ็ดสิบ อย่างผู้พิพากษา…ก็เป็นพิเศษ
ผู้ว่าจ้างที่เป็นเอกชน ก็แล้วแต่จะตั้งอายุเกษียณ ตามกฎหมายแรงงานบ้าง ตามใจตัวเองบ้าง ส่วนใหญ่ก็ประมาณหกสิบห้า…แล้วก็มีเงินประกันสังคมที่ถูกหักมาคนละครึ่งกับบริษัท…มาเป็นบำเหน็จก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง
ให้….ซึ่งไม่กี่ปีก็ใช้กันหมด เพราะเสือกลืมว่าตัวเองถูกเกษียณแล้ว….หรือไม่ก็เป็นเงินไหล(บำนาญ) แบบน้ำหยดลงหิน ซึ่งหินไม่หิว แต่คนน่ะหิว…
ทั้งนี้ทั้งนั้น…เป็นปรากฎการณ์ที่เข้าใจได้ทั้งโลกเป็นธรรมดา เพราะด้วยสังขาร ด้วยทัศนคติของยุคสมัย ย่อมต้องเปลี่ยน ให้มีที่ว่างสำหรับคนที่มีกำลังใหม่ ๆ ทัศนคติพอดียุค…เข้ามารับช่วงต่อ….
ฉันมีเงินไหลอยู่สามก้อนตอนที่เขาว่าให้เกษียณ….คือ เบี้ยชราหกร้อยบาท เงินบำนาญสี่พันกว่าบาทจากประกันสังคม กับค่าลิขสิทธิ์เพลงที่ไม่แน่นอน หลักหมื่นหลักแสนนิดหน่อย แต่ที่แน่ ๆ คือถูกหักภาษีไปมากกว่าหก
ร้อยและสี่พันกว่าบาท…. ก็ไม่เป็นไร เป็นคนชอบตามกติกา…
อาชีพฉัน..เป็นหนึ่งในอาชีพที่รายได้โลดโผน ขึ้นมาก ลงมาก มาตั้งแต่เริ่ม…..จากเป็นไอ้ตูดหมึกมาจากลพบุรี…มาเรียนกรุงเทพฯ กินน้ำลำใยในโรงอาหารแทนข้าวบางมื้อ…มันถูกและหวานดี
จนมาถึงวันที่..มีรายได้ระดับที่คำนวณแล้ว ว่าใช้แค่ครึ่งเดียว แล้วเก็บ…ก็ยังสามารถเที่ยวรอบโลกได้…นั่งบิสสิเนซคลาสได้….ซื้อไอ้บ้าอีบออะไรแพงๆ พอได้…เศรษฐีใหม่นั่นแหละ…ตอนนั้นพวกเพื่อนฉันเคยนินทา
ฉันว่า ฉันเป็นพวกวัตถุนิยม…..ในขณะที่พวกมันซื้อภาพเขียนสะสม รสนิยมวิไล แต่ฉันชอบของเล่น…เที่ยวสนุก…รสนิยมไม่วิไล ใส่ทองเส้นละสิบบาท แล้วปวดคอชิบหาย…แถมทำผมทรงอะไรไม่รู้….เป็นผู้บริหารแล้ว
ต้องผูกไท ใส่สูท…เคยสูบไปป์ด้วยเหอะ…
ไปป์ดาวิดอฟฟ์….ยาเส้นต้องซื้อจากร้านบนถนนออกซ์ฟอร์ด…หอมมาก…แต่คนใกล้เคียงเหม็นมาก…
อยากรู้ว่าเขาใส่โรเลกซ์กันทำไม ก็ไปซื้อใส่….อยากรู้ว่าเขาขี่เบนซ์กันทำไม ก็ไปซื้อเบนซ์เอสห้าร้อย..ต้องปิดประตูเบาๆ…ถ้าปิดแรงแบบบ้านนอก…มันจะพัง แล้วต้องซ่อมเป็นหมื่น… บริษัทมีคนขับให้ด้วย….
เอ้า…ผู้ทรงอิทธิพลรุ่นต่อมา ต้องนั่งรถตู้โตโยต้าอัลพาร์ดมีคนขับ…ฉันนั่งเอนหลังคนเดียว…หลับบ้าง เล่นโน้ตบุคบ้าง…เป็นนักธุรกิจติดแกลม….แต่ธุรกิจไม่ใช่ของฉัน…แค่บริหารตามสั่ง….แต่ยังแต่งเพลง…เวียนหัวสมองซ้ายขวาอยู่เป็นประจำ…..
นั่นคือคำนวณแล้วนะ…ฉันเก่งคำนวณชนิดได้เอตอนมัธยมนะ…คำนวณแล้วว่า รายได้เยี่ยงนี้ต้องเก็บเท่าไร…ใช้เท่าไร…แล้วประมาณการแล้วว่า ถ้าธุรกิจเพลงมันมีขึ้นสูงแบบวันนั้น….ไม่กี่ปีมันก็ต้องลงเหมือนเดินลงเนิน
เขา…..จัดไว้แล้ว….คำนวณไว้แล้ว….แถมบริษัทก็ได้เข้าตลาดหุ้น….ฉันก็มีหุ้นอยู่ด้วย…ซื้อตามๆพี่เขาไป….
เป็นอะไรที่ฉันไม่เข้าใจ และไม่ชอบเลย….ทำไมวันนี้ หุ้นที่ฉันลงทุนซื้อไว้ตามน้ำ ไม่กี่บาท…เฮ้ย พอเข้าตลาดหุ้น….มันกลายเป็นหลายล้าน…. เพียงเพราะเริ่มแรกเข้าตลาด ผู้คนฮือฮา แล้วก็แย่งกันซื้อ มันเลยแพง
ฉันไม่เคยเล่นหุ้น ไม่เคยลงทุน อาร์ทีเอฟ แอลทีเอฟ อะไร…ป่านนี้ก็ยังไม่เข้าใจ…กูแต่งเพลงเป็นอย่างเดียว
ฉันก็เลยขายหุ้นหมด…มาปลูกบ้านเงินสด เตรียมมีลูก….วาดชีวิตไว้ตามแผน หนึ่งสองสาม….แบบพรีมิทีฟ คือหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ฉันไม่เข้าใจเรื่อง หนึ่งบวกหนึ่งเป็นร้อยล้าน…..
จากแผนที่เคยวางไว้ว่า…รายได้คงประมาณนี้นะ มันคงจะลดลงไปตามลำดับ ตามวันเวลา เหมือนเครื่องบินที่ค่อย ๆ ลดระดับลง
แล้วใช้เงินแค่นี้นะ….เก็บแค่นี้นะ…..สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนใกล้บ้านได้นะ….( โรงเรียนใกล้บ้านเสือกเป็นโรงเรียนค่าเทอมแพงที่สุดในประเทศอีก)…..แต่คำนวณแล้วน่า……
ชิบหาย….เครื่องบินมันไม่ค่อยๆ แลนดิ้ง…..มันเครื่องยนต์ดับ แล้วดิ่ง….ที่เค้าเรียกว่า ดิสรัปชั่นน่ะ…..
เกิดมาจนแก่ป่านนั้น…ไม่เคยเห็นเรื่อง หักคอชีวิตขนาดนั้น….ที่ตรงที่สุดคือ เพลงถูกฟังฟรี….ก่อนหน้านั้นเป็นเทปผีซีดีเถื่อน…ยังไม่เท่าไหร่…..แต่พอเจอ mp.3 เท่านั้นแหละ…เทปผีซีดีเถื่อนยังล้มละลาย….
รายได้จากที่เคยเฉลี่ยไว้ว่า ได้ปีละ สิบบาท….มันเหลือ สองบาทห้าสิบทันที…ในขณะที่ฉันใช้ชีวิตประมาณ ห้าบาท….
ระลอกสอง ตามมาไม่นานไม่กี่ปี….จากเอ็มพีสาม….มันง่ายกว่านั้นอีก คือฟังออนไลน์ฟรี…..เป็นมาหลายปี…
จากสองบาทห้าสิบ เหลือหกสลึงทันที…..
กว่าจะปรับมาเป็นวันนี้ กว่าบริษัทผู้ดูแลลิขสิทธิ์คุยกันรู้เรื่องกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ นานา จะเริ่มเข้าใจแบ่งปันกันได้ใกล้เคียงความเสถียร…ก็เป็นสิบปีอยู่….
หกสลึงของฉัน…..กับแผนเดิม…ส่งลูกขึ้นจรวดไปเรียนไกล จะโทรเรียกจรวดกลับมาก็ไม่ได้…..บ้านก็ใหญ่เกินไปละ….ค่าใช้จ่ายที่นึกว่า ห้าบาทก็เอาอยู่….ต้องขูดเนื้อละ
คนทั่วไปอาจคิดว่าฉันรวยมาก….พลีส….ตอนนี้ค่าใช้จ่ายหลักคือ ภาษีจริง….ภาษีสังคม…ไปงานศพก็ใส่ซองสองร้อยไม่ได้…..
ขายเบนซ์ ขายโรเล็กซ์ไปแล้ว…ตอนนี้ขี่เอ็มจีมีความสุขมาก ไม่มีสร้อย ไม่มีแหวน รำคาญ….ต่อให้ยังรวยอยู่ก็รำคาญแล้ว… ชอบใส่เสื้อยืดเน่าๆ กางเกงช้าง อยู่บ้านสบายใจ…..กับไอ้หมาสติเสียสองตัว
ดีที่ลูกมีงานทำแล้ว…ที่ประเทศนิวยอร์ค แต่มันก็กัดฟันเหลือเกิน เอาตัวรอดหนัก แต่อยากได้ประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ใช่คุณหนู….จนกว่าจะหมดวีซ่า
ฉันเป็นหนี้เงินทองพี่ชายฉัน ผู้เป็นข้าราชการ เป็นอาจารย์มาตลอดชีวิต….ใช่จ้ะแม่ประไพ…ฉันมีหนี้
ฉันพยายามทำตามแนว พอเพียง มาตลอด แต่ฉันเลือกผิดว่า พอเพียงของฉันอยู่จุดไหน….ด้วยความที่รายได้รายจ่ายมันโลดโผนนี่แหละ….
ฉันนึกอิจฉาพี่ชายฉันอยู่…อาจารย์ ข้าราชการ ทำงานเต็มที่ กะประมาณความพอดีพอเพียงได้ง่ายกับรายได้รายจ่ายที่ไม่โลดโผน แล้วคำนวณแผนได้อย่างดี….มีเซ้นส์ของการคำนวณ เพราะจบเศรษฐศาสตร์
แล้วตอนนี้…พี่ชายฉันก็เริ่มเที่ยวไปรอบโลก…
เขาอายุเจ็ดสิบกว่าละ….แต่มีกิจกรรมทุกวัน ไปโน่นไปนี่ ได้ทุกวัน….เขาเกษียณ แต่ยังไม่เกษียณในชีวิตจริง
ส่วนฉัน…ไปเที่ยวเกือบรอบโลกมาละ….ตอนนี้เบื่อนั่งเครื่องบิน และการลุ้น ตม.ของทุกประเทศ….ไม่อยากไปไหนที่ต้องใช้พาสปอร์ตอีกละ…..ชอบขับรถไปในเมืองไทยนี่มากกว่า….ฉันชอบขับรถทางไกลมาก…มันเป็น
วิปัสสนากรรมฐานอีกแบบหนึ่งของฉัน….
ฉันเกษียณไม่ได้ และไม่อยากเกษียณด้วย…..แม่ประไพพ่อทิดเอิบ เลิกคิดว่าตัวเองแก่เกินไปได้ละ….
บอกอย่างนึงนะ…ไอ้ที่ว่าเฮ้ย…กูแก่แล้ว เพราะขี้ลืม เพราะทำนั่นนี่ช้า…..ไม่ได้ดังใจเหมือนตอนหนุ่ม ๆ สาว ๆ…
อันนี้ถูกครึ่งนึง ผิดครึ่งนึง….
ใช้งานสังขาร…ควรช้า….เพราะร่างกายเรานี่ แม่งรับใช้เรามาหลายสิบปี…..ไม่มีเครื่องยนต์อะไรในโลกนี้ที่ทำงานได้นานเท่ากับร่างกายมนุษย์แล้ว…..มีเสื่อมบ้าง ก็ต้องดูแลซ่อมแซม หรือบางทีโมเครื่องใหม่ทางกายภาพ
แล้วฟิตปั๋ง ก็ได้…เทคโนโลยีสุขภาพสมัยนี้รองรับได้….
แต่งานสติปัญญาสมอง…..อย่าได้เชื่อเลยว่า อาการขี้หลงขี้ลืมมั่ง อะไรก็ตามที่เอาไว้แซะตัวเองว่าแก่แล้ว….ลืมแว่นตา ลืมกระเป๋า ลืมนั่นนี่…
สำหรับฉันนะ…แม่ประไพ….เราอายุขนาดนี้ เรื่องราวที่บันทึกในฮาร์ดดิสก์ของเรามันเยอะจนเกือบเต็มละ….และ แรมก็ไม่ได้อัพเดตละ……เราอย่าได้หวั่นไหวเลย…
เด็กๆ ไปโรงเรียน แม่งยังลืมทำการบ้าน ลืมเอาหนังสือไปโรงเรียน ลืมได้ทุกวัยแหละ….
มันเป็นเรื่องของสติ….ยิ่งแก่ ยิ่งมีเรื่องให้คิดมาก พอคิดมาก แปรงฟันอยู่ก็ไปคิดเรื่องงาน….จะไปหยิบแว่นตาที่ห้องนอนก็คิดเรื่องจะผ่อนบ้านยังไง…จนไปถึงห้องนอน ก็ลืมว่าจะมาทำอะไร….
ไม่ใช่เรื่องความเสื่อมของสมอง…..ยกเว้นว่าเป็นเรื่องนั้นจริงๆ ก็คือโรคภัย….
ฉันจะเล่นอะไรสนุกๆ ของฉันต่อไป
สนุกด้วย…และหาตังค์ใช้หนี้ด้วย…
จะให้ไปขายของติ๊กต่อก ปักตะกร้าอะไรนี่ ก็ทำไม่เป็น…
ฉันก็จะแต่งเพลงตามสั่งต่อไป….มีสองแบบคือ ฟรี กับ แพง….
และก็จะมีอะไรที่ถ้าฉันคิดออก….ฉันก็จะทำต่อไปนะจ๊ะ…
ถ้ามันจะแพล็มมาขอตังค์แม่ประไพพ่อทิดเอิบสักสองไพเบี้ยก็แล้วแต่จะกรุณานะจ๊ะ ตกลงที่พูดมายาวทั้งหมด เล่นเฟซบุคมายี่สิบปี…..นี่คือจะขายของใช่ไหมไอ้ดี้….
ตอบว่า….ใช่….แต่ไม่รู้ตัวมาก่อนเว้ย แล้วยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงด้วย…
สรุปนะแม่ประไพพ่อทิดเอิบ รวมทั้งคุณพระ คุณหลวง ที่คุ้นเคยกันมา….ว่า ชีวิตน่ะ มันไม่มีเกษียณดอก….
คนรวยก็อยากเอาชนะให้รวยกว่าอีก….คนจนก็ต้องดิ้นรนให้รอดให้มีกิน….
เกษียณมีแค่สองแบบ….คือ ติดเตียง กับ มรณะ….จ้ะ"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี