กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก หลังพบผลตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มนิสิตใหม่ปีการศึกษา 2569 ของจังหวัดมหาสารคามที่ตัวเลขพุ่งสูงน่าตกใจ โดยพบผู้ติดเชื้อในมหาวิทยาลัยมหาสารคามถึง 4,233 คน จากนิสิตที่เข้าตรวจ 12,733 คน และในมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามพบอีก 380 คน จาก 1,922 คน ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชาชนทั่วไปในจังหวัดที่พบเชื้อเพียงร้อยละ 11 ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้สร้างความกังวลอย่างมากต่อภาวะสุขภาพและอนาคตของนิสิตกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากโรคพยาธิใบไม้ตับเป็นภัยเงียบที่หากไม่ได้รับการรักษาหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้ ในขณะที่โลกออนไลน์ต่างตั้งคำถามและถกเถียงถึงสาเหตุของปัญหาว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรในยุคที่ข้อมูลสุขภาพเข้าถึงได้ง่ายเช่นนี้
วันนี้ ทีมงานแนวหน้าออนไลน์จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ภัยเงียบอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิด
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
โรคพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับชนิด Opisthorchis viverrini ซึ่งมีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ ลำตัวยาว 5-10 มม. กว้าง 1-2 มม. พยาธิชนิดนี้พบมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทย พยาธิตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีในตับของคน สุนัข และแมว โดยจะผสมพันธุ์และสร้างไข่จำนวนมากปะปนออกมากับอุจจาระ โดยเมื่อไข่พยาธิปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ จะถูกหอยน้ำจืดกินเข้าไปและเจริญเป็นตัวอ่อนภายใน 6-8 สัปดาห์ จากนั้นตัวอ่อนจะออกจากหอยและไชเข้าใต้เกล็ดปลาน้ำจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลาสร้อย หรือปลาซิว จนกลายเป็นพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อในเนื้อปลา เมื่อคนกินปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดแบบดิบหรือปรุงไม่สุก ตัวอ่อนจะออกจากถุงหุ้มในลำไส้เล็ก คืบคลานเข้าสู่ท่อน้ำดีและเจริญเป็นตัวเต็มวัย ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ถึงจะตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระ
ซึ่งผู้ติดเชื้อในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการหรือมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อเป็นครั้งคราว เมื่อพยาธิสะสมเป็นเวลานานจะมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น แน่นท้อง เจ็บชายโครงขวา ตับโต เบื่ออาหาร ในระยะรุนแรงอาจพบอาการตัวเหลือง ตาเหลือง มีไข้ เท้าบวม หรือท้องมาน ซึ่งเกิดจากการอักเสบเรื้อรังหรือท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดคือการกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ นอกจากนี้ สารไนโตรซามีนในอาหารโปรตีนหมัก เช่น ปลาร้า แหนม หรือกุนเชียง ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
สำหรับการตรวจวินิจฉัย วิธีที่ง่ายและเป็นมาตรฐานที่สุดคือการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นที่ทันสมัย เช่น การตรวจหาแอนติเจนในปัสสาวะซึ่งทราบผลได้รวดเร็วกว่า รวมถึงการตรวจเลือด และการตรวจภาพตับ ในด้านการรักษา ปัจจุบันมีการใช้ยาพราซิควอนเทล ซึ่งให้ผลการรักษาดีมาก แต่อย่างไรก็ตาม การจะรักษาให้หายขาดและป้องกันการติดเชื้อซ้ำนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเป็นสำคัญ
ในส่วนของแนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเป็นโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดี เราสามารถทำได้โดยง่าย ๆ ด้วย 5 วิธี ได้แก่
1. เลิกรับประทานปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดแบบดิบหรือปรุงไม่สุก
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่มีราขึ้น หรืออาหารหมักดองที่ใส่ดินประสิว
3. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเลิกดื่มเหล้า สูบบุหรี่
4. ขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันไข่พยาธิแพร่กระจายสู่แหล่งน้ำ
5. สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจอุจจาระและอัลตราซาวด์หามะเร็งท่อน้ำดีที่โรงพยาบาลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข , คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี