วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศ สนองตอบต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของประเทศไทยผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างบูรณาการตลอดห่วงโซ่มูลค่า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สอน. ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ภายใต้นโยบาย ONE MIND โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ควบคู่กับแนวคิด Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้และทักษะอาชีพสู่ชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย ชานอ้อย และฟางข้าว ให้กลายเป็นสารเคมีชีวภาพและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ลดปริมาณของเสียทางการเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การพัฒนา กรดลีวูลินิก (Levulinic Acid) ซึ่งเป็นสารเคมีชีวภาพตั้งต้นที่สามารถผลิตได้จากน้ำตาลและชีวมวลที่ได้จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยกระบวนการเริ่มต้นจากการเปลี่ยนชีวมวลจากอ้อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำอ้อย ชานอ้อย หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เป็นน้ำตาล ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปทางเคมีเพื่อผลิตกรดลีวูลินิก ซึ่งเป็นหนึ่งในสารเคมีชีวภาพแพลตฟอร์ม (Platform Chemicals) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งอนาคต
นอกจากนี้ กระบวนการทางเคมียังสามารถผลิตสารชีวภาพสำคัญอื่นๆ ได้แก่ กรดฟอร์มิก (Formic Acid) และ 5-ไฮดรอกซีเมทิลฟูร์ฟูรัล (5-HMF) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงหลากหลายชนิด เช่น แกมมา-วาเลอโรแลกโตน (Gamma-Valerolactone: GVL) ซึ่งเป็นตัวทำละลายชีวภาพและสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีสีเขียว 2-เมทิลเตตระไฮโดรฟูแรน (2-Methyltetrahydrofuran: 2-MeTHF) ซึ่งเป็นตัวทำละลายชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นใหม่ และ เอทิลลีวูลิเนต (Ethyl Levulinate) ซึ่งเป็นสารเติมแต่งเชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการปล่อยมลพิษ และสามารถผลิตได้จากวัตถุดิบชีวภาพภายในประเทศ
.jpg)
การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพบนฐานวัตถุดิบจากอ้อย ยังช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของภูมิภาคและของโลกอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.ขนิษฐา คำวิลัยศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สอน. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทย ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิตกรดลีวูลินิกจากน้ำอ้อยสู่ระบบต้นแบบและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงการที่สำเร็จไปแล้วในปี 2565 และ 2568
อีกทั้งเมื่อวันที่ 8-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา จัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ใบโอเคมีคอลที่มีการนำกรดลีวูลินิกมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ในปีนี้มุ่งเน้นต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไบโอเคมิคอลมูลค่าสูงที่สามารถสังเคราะห์ได้จากกรดลีวูลินิก เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ของประเทศอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ซึ่งหากมีการส่งเสริมการลงทุน การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จะสามารถต่อยอดวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงได้อย่างหลากหลาย อาทิ ชีวเคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ ชีวเภสัชภัณฑ์ เวชสำอาง นวัตกรรมอาหารชีวภาพ สารสกัดสมุนไพร เชื้อเพลิงชีวภาพ และพลังงานชีวภาพ
การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างครบวงจรจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี