วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า ผมจะเล่าให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานการณ์ของโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ขาดแคลนต้นทุนจนอาจไม่สามารถรักษาคนไข้ให้ดีได้ แต่ทุกครั้งที่ออกมาพูดจะถูกคนบางฝ่ายกล่าวหาว่า กลุ่มล้ม 30 บาทบ้าง กลุ่มการเมืองที่หวังร้ายกับ สปสช บ้างเสมอ
เงินที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ได้เป็นรายได้เข้ามา มาจากหลายทางครับ
1. เงินจาก สปสช. ซึ่งถือเป็นเงินก้อนหลักที่มากที่สุด
2. เงินจากกองทุนประกันสังคม
3. เงินจากกองทุนที่เบิกได้จากข้าราชการต่าง ๆ
4. เงินบริจาค
5. เงินที่ รพ.สามารถหารายได้เอง เช่น ห้องพิเศษ บริการพิเศษต่าง ๆ
แต่เงินหลักอย่างที่บอกที่จะเข้าเป็นรายได้ของ รพ. มาจากเงิน สปสช. ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70-80% ของรายได้โรงพยาบาล แต่เงินก้อนนี้จ่ายน้อยกว่าความเป็นจริงทุกครั้งที่เกิดการรักษา
ผมยกตัวอย่างตัวเลขที่ใกล้ความจริง สมมติโรงพยาบาลรักษาผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบแบบไม่มีภาวะแทรกซ้อนให้คนไข้ 1 คน คิดเป็นประมาณ 1AdjRW คือ ตีง่าย ๆ ถ้า สปสช ไม่ประกาศปรับลดเงินตอนสิ้นปี คือ 8,350 บาท (บางครั้งจ่ายจริงออกมาเพียง 5 พันบาท) เงินก้อนนี้ดันมีเงินเดือนของหมอพยาบาลปนอยู่ด้วยประมาณ 3 พันกว่าบาท สรุปว่า โรงพยาบาลได้รายได้จากการผ่าตัดไส้ติ่งจาก สปสช 5,000 บาท
แต่หากไปรักษาคนที่ใช้สิทธิประกันสังคม รพ.จะได้รายได้ประมาณ 12,000 บาท
และหากไปรักษาคนที่ใช้สิทธิข้าราชการ รพ. จะได้ 14,000 บาท
ในขณะที่ต้นทุนจริงของการผ่าตัดรักษาไส้ติ่งคงอยู่ที่ประมาณหมื่นสองถึงหมื่นสี่นั่นแหละครับ (นี่เป็นเหตุหนึ่งที่อาจารย์หมอหลายคนออกมาบอกว่าหากยกเลิกสิทธิ์ข้าราชการ รพ.จะยิ่งเจ๊งหนักกว่าเก่า)
แปลว่า รพ.ยิ่งรักษาคนไข้สิทธิ์บัตรทองมากเท่าไหร่ รพ.จะเงินหายไปมากเท่านั้น
ทีนี้ รพ.จะทำอย่างไร?
รพ.ก็ต้องเอาเงินจากสิทธิ์ข้าราชการ สิทธิ์ประกันสังคม เงินบริจาค เงินบำรุงของโรงพยาบาลออกมาเพื่อหมุนซื้อยา เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ให้คนไข้ ปรับปรุงเครื่องมือ และจ่ายเงิน OT ต่าง ๆ ของบุคลากร
ตอนนี้ รพ.ทั่วประเทศ 900 กว่าแห่ง เงินบำรุงติดลบไปแล้ว 400 กว่าแห่ง และเงินบำรุงรวมทุก รพ.ทั่วประเทศเหลือใช้ตอนนี้ ใช้ได้อีกประมาณ 3 เดือน หากไม่มีเงินมาเพิ่ม รพ.ไม่ได้แสวงหากำไรหรอกครับ แต่เราไม่มีเงินซื้อยามาให้ประชาชนแล้ว
ล่าสุดวันนี้ สปสช ออกประกาศอีกว่า ขอเลื่อนการชำระเงินของเดือน มิถุนายน ให้หน่วยบริการต่าง ๆ อย่างไม่มีกำหนด ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ที่รุนแรงอยู่แล้วของหน่วยบริการ ที่จะบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพลงไปอีก และไม่มีใครสามารถต่อรองกับเขาได้เลย เพราะเงินอยู่ในมือเขา
ปัญหานี้กระทบประชาชนแน่นอนครับ บุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ยอมทำงานอย่างหนัก ยอมได้เงินเพิ่มพิเศษต่าง ๆ ออกช้า ยอมอดหลับอดนอนเพื่อคนไข้ แต่เมื่อออกมาบอกความจริงกับประชาชน จะโดนตราหน้าทันทีว่า
"ไม่ไหวก็ลาออกไปซะ, คิดแต่เรื่องเงิน, โรงพยาบาลไม่ควรคิดกำไรขาดทุนกับประชาชนนะ"
นี่แสดงถึงความที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์จริงโดยถ่องแท้ของประชาชนครับ ผมก็หวังว่า การเล่าอย่างตรงไปตรงมานี้จะทำให้เกิดความตระหนักรู้ของประชาชนว่า สถานการณ์สาธารณสุขของบ้านเรา กำลังจะพังครืนในไม่ช้านี้แล้ว หากเราไม่ช่วยกัน สิ่งที่พวกเราจะช่วยกันได้เบื้องต้น ก็คือ
เข้าใจสถานการณ์ รักษาตัวเองให้แข็งแรง ช่วยกันแชร์บทความนี้ออกไปให้มากที่สุด ร่วมกันแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ให้มีสัดส่วนของผู้ให้บริการเข้าไปมากขึ้นกว่านี้เพื่อเป็นปากเสียงให้พวกเรา
เงินโรงพยาบาลจะรักษาคนไข้ยังไม่มี แต่มีเงินแจกฮอร์โมนข้ามเพศ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วครับ
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี