วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 20 กรกฎาคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อเพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์กรณีการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยระบุถึงท่าทีของชมรมแพทย์ชนบทและข้อเสนอเกี่ยวกับแหล่งเงินในระบบสาธารณสุข โดยมีเนื้อหาทั้งหมดว่า "ถึงเวลาพูดให้สุดทาง ไม่ใช่หยุดไว้แค่หลักการ ผมได้อ่านแถลงการณ์ของชมรมแพทย์ชนบทที่คัดค้านการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สาระสำคัญมีอยู่สองประเด็น
ประเด็นแรก ไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่าย ณ จุดรับบริการ เพราะเห็นว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนในวันที่กำลังเจ็บป่วย
.jpg)
ประเด็นที่สอง หากประเทศจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเข้าสู่ระบบสุขภาพ ก็ควรเป็นการ "ร่วมจ่ายก่อนป่วย" ผ่านระบบภาษี มากกว่าการเก็บจากผู้ป่วยเมื่อเข้ารับการรักษา
ผมเห็นด้วยกับเรื่องหนึ่ง
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นทุกปี และเราคงไม่สามารถใช้วิธีเดิม ๆ ต่อไปได้ตลอด แต่พอท่านเสนอว่า "ให้ใช้ภาษี" คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตามมาทันที
ภาษีอะไรครับ? จะเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% หรือ 15% หรือไม่ จะเพิ่มภาษีเงินได้หรือไม่ จะเพิ่มภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดกหรือไม่ หรือจะเป็นภาษีประเภทใหม่ที่ยังไม่มีใครพูดถึงในฐานะผู้เสนอนโยบาย ก็ควรตอบให้ชัด เพราะนี่ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อยที่ค่อยว่ากันทีหลัง แต่คือหัวใจของนโยบายทั้งหมด( เราแอบคิดแล้วว่า ณ วันนี้ ท่านเองก็คงจะตระหนักดีว่า ถ้าไม่หาแหล่งเงิน ระบบสาสุข และโรงพยาบาลทั่วประเทศ ต้องล่มแน่นอน ตอนนี้ น่าจะเรียกได้ว่า แม้แต่ ชมรมแพทย์ชนบท ก็เริ่มเห็นโลงศพแล้ว แต่มีข้อเสนอที่ยังไปไม่สุด)
ถ้าคำตอบคือ "ภาษีบาป" ก็ต้องขออนุญาตพูดตรง ๆ ว่า นี่คือแผ่นเสียงตกร่องที่เราได้ยินซ้ำมาหลายปีแล้วทุกครั้งที่มีคนถามว่าเงินจะมาจากไหน คำตอบคือ "ภาษีบาป" แต่พอถามต่อว่า จะขึ้นภาษีเท่าไร จะแก้กฎหมายฉบับไหน จะจัดสรรเงินอย่างไร จะเพิ่มภาษีใหม่หรือนำเงินที่มีอยู่แล้วมาใช้ เช่นโอน เงินจากภาษีบาป จาก สสส.มาให้สปสช.มั้ย? คำตอบกลับหายไปทุกครั้ง เหมือนเดิม
ความจริงคือ ประเทศไทยมีภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบอยู่แล้ว และกฎหมายก็จัดสรรเงินส่วนหนึ่งไปสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพอยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้น หากจะเสนอให้ภาษีกลุ่มนี้มาสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม ก็ต้องพูดให้ครบว่า จะเก็บเพิ่มหรือไม่ หรือจะปรับโครงสร้างการจัดสรรเงินเดิม ถ้าจะปรับโครงสร้าง จะลดงบของภารกิจใด และจะมีผลกระทบต่อระบบเดิมอย่างไร นี่คือคำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบ ไม่ใช่คำปลอบใจ
เพราะการพูดคำว่า "ภาษีบาป" เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่นโยบาย มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามเท่านั้น อีกประเด็นหนึ่งที่เราได้ยินเสมอ ทั้งจาก ชมรมแพทย์ชนบทและ NGO คือ "อย่าแก้กฎหมาย เพราะการเมืองจะเข้ามาครอบงำ"
ผมคิดว่าเหตุผลนี้ควรอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ องค์กรที่ใช้งบประมาณของประชาชนปีละกว่าสองแสนล้านบาท ควรมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งหรือไม่? คำตอบของผมคือ "ควร" อย่างไม่ต้องลังเล การตรวจสอบ ไม่ได้แปลว่าการครอบงำในระบอบประชาธิปไตย หน่วยงานที่ใช้เงินภาษีประชาชนทุกแห่งต้องอยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบหากกังวลว่าฝ่ายการเมืองจะเข้ามาแทรกแซง ก็ควรออกแบบกลไกป้องกันการแทรกแซง ไม่ใช่ใช้ความกังวลนั้นเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการทบทวนกลไกตรวจสอบทั้งระบบในทางกลับกัน สังคมก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามเช่นกันว่า หากทุกครั้งที่มีข้อเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแล คำตอบคือ "อย่าแตะ เพราะการเมือง" แล้วระบบจะพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไร
ความเป็นอิสระขององค์กร ไม่ควรหมายถึงการอยู่นอกการตรวจสอบ แต่ควรหมายถึงการมีระบบตรวจสอบที่เป็นธรรม โปร่งใส และไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ หรือแม้แต่ผู้มีอำนาจภายในองค์กรเองประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการคลังด้านสุขภาพ เราไม่ต้องการคำขวัญเพิ่ม เราไม่ต้องการหลักการที่ฟังดูดีแต่ไม่มีรายละเอียดสิ่งที่สังคมต้องการ คือข้อเสนอที่พูดให้สุดทาง ถ้าจะขึ้นภาษี ก็กล้าบอกว่าภาษีอะไร ถ้าจะเก็บเพิ่ม ก็กล้าบอกว่าเก็บเท่าไร
****ถ้าจะเก็บในรูปแบบกองทุน ชาวบ้านที่มีพอตังค์ อยู่บ้าง จ่ายเข้ากองทุนก่อนเจ็บป่วยจริง ซึ่งเป็นหลักการที่ประชาคมแพทย์เคยเสนอในรูปแบบกองทุนที่ 4 ถ้าเห็นด้วยก็มาช่วยกันคิดกับเราได้นะครับ นี่ก็คือ Prepaid อย่างหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "จ่ายก่อนป่วย"***** แต่โมเดลของเรา กระจายการบริหารจัดการให้ท้องถิ่นนะครับ ที่เรียกว่า กองทุนที่ 4( สปสช.คงค้านสุดตัว) ซึ่งเราเชื่อว่า ยังไงในที่สุดก็ต้อง มาใช้ โมเดลนี้ไม่ว่าจะ เปลี่ยนชื่อหรือเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม
ถ้าจะย้ายงบประมาณ ก็กล้าบอกว่าจะย้ายจากไหนและถ้าจะคัดค้านการแก้กฎหมาย ก็ช่วยอธิบายว่ากลไกตรวจสอบแบบใดที่เหมาะสมกว่า เพราะการปฏิรูปที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดในสิ่งที่คนอยากฟัง แต่เริ่มต้นจากการกล้าพูดในสิ่งที่ประเทศจำเป็นต้องทำ เพราะของฟรีไม่มีในโลก แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ฟังแล้วไม่สบายใจก็ตาม และถึงเวลาที่ชาวบ้านที่มีปัญญาจ่าย ต้องร่วมจ่ายเงินไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ก่อนวันเจ็บป่วย ****ผมมีความรู้สึกว่า ชมรมแพทย์ชนบท มีความกล้าหาญใกล้เคียงกับนักการเมือง ปัจจุบัน พูด ง่ายๆคือ ความกล้า เป็นศูนย์ เพราะ ไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัวชาวบ้านไม่รัก ฝีมันถึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าเป็นมะเร็งก็ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้รักษา ระบบสา'สุขมันถึงจะเจ๊ง ก็เพราะอย่างนี้
นพ.ชาติชัย อติชาติ Admin ประชาคมแพทย์ สมาชิกสมัชชาแพทย์ปฏิรูป 20 กค.2569"
.jpg)
หลังจากที่โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด เช่น
"เริ่มจากตรวจสอบ การใช้เงินของสปสช ก่อนเลยค่ะ"
"ไปไล่ สปสช.สิ"
"ให้สิทธิ์พื้นฐานก่อนเท่ากัน ใครอยากได้สิทธิ์เพิ่มจ่ายเพิ่ม จะจ่ายล่วงหน้าเป็นการประกันก่อนป่วยก็ได้ ถูกกว่า จ่ายเมื่อป่วยก็ได้ อาจจะแพงขึ้น"
"สรุปแบบได้ใจจริงๆ"
"จำกัดสิทธิ์บัตรทองเฉพาะเด็กแรกเกิด-18ปีและอายุ60ปีขึ้นไป ส่วนคนที่เหลืออยู่ในวัยทำงานให้ใช้สิทธิประกันสังคมแทน"
"เริ่มต้นจากกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ดีที่สุด ทำจุดนี้ให้ได้ก่อนเลย"
"ปิดห้องฉุกเฉินเพราะมีเคสหนักๆมักใช้เวชภัณฑ์และยานอกรายการสปสช. โดยรัฐบาลไม่รับรู้และไม่เกี่ยวกับสปสช."
"ฟังหูไว้หู"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี