วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 2 สิงหาคม 2569 พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Ratcharin Aew แสดงความคิดเห็นต่อกระแสถกเถียงเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยระบุว่า สิ่งที่ประชาชนกำลังถูกทำให้เข้าใจผิด คือการนำเรื่อง “สิทธิบัตรทอง” และ “การบริหารเงินงบประมาณของระบบสิทธิ” มารวมเป็นเรื่องเดียวกัน
โดยข้อความระบุว่า "#สิ่งที่ประชาชนกำลังถูกทำให้เข้าใจผิด คือ การทำให้ "สิทธิบัตรทอง" กับ "ผู้บริหารเงินงบประมาณสิทธิ" กลายเป็นเรื่องเดียวกัน
จากข่าวการโจมตี และความพยายามสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนว่า "ถ้าแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แปลว่า จะล้มบัตรทอง" ในฐานะแพทย์คนหนึ่งที่รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐมาทั้งชีวิต ฉันอยากชวนทุกคนลองแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน
"สิทธิบัตรทอง" คือ สิทธิของประชาชน
ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับ "การบริหารสิทธิ" ที่ผ่านมา ฉันไม่เคยเห็นแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์คนไหน อยากให้ประชาชนเสียสิทธิเลย ตรงกันข้าม พวกเราคือคนที่อยากให้ "สิทธิบัตรทองอยู่คู่กับคนไทย" เพียงแต่เราจะทำอย่างไรให้สิทธินี้อยู่รอดในวันที่โรงพยาบาลกำลังแบกรับภาระจนแทบเดินต่อไม่ไหว
มีอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ "Economy of Scale" ยิ่งมีผู้ใช้บริการมาก ต้นทุนต่อหน่วยควรต้องลดลง แต่โรงพยาบาลรัฐไทยกลับตรงกันข้าม "ยิ่งรักษามาก ยิ่งขาดทุน" ยิ่งช่วยคนมาก ตัวเลขการเงินยิ่งติดลบ โดยที่ไม่ใช่ความผิดของผู้ป่วย หรือบุคลากรการแพทย์เลย แต่เป็นสัญญาณว่า "ระบบการบริหารงบประมาณ" จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงด่วน
ทุกวันนี้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงเรียนแพทย์ ต้องรับผู้ป่วยโรคซับซ้อนจากทั้งประเทศ ผู้ป่วยโรคร้ายแรงหลายโรค ที่การรักษาต้องแข่งกับเวลา กลับต้องรอคิวรักษานานกว่าที่ควร ซึ่งแพทย์และพยาบาลไม่ได้อยากให้ใครต้องรอ แต่ศักยภาพของระบบมีขีดจำกัด และที่เจ็บปวดที่สุด คือโรงพยาบาลที่รับภาระมากที่สุด กลับมีฐานะการเงินแย่ที่สุด ถ้าระบบยังเป็นเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายคนที่เสียประโยชน์ ไม่ใช่กลุ่มหมอที่ออกมาเรียกร้องให้ปรับปรุง พ.ร.บ. แต่คือ "ประชาชน"
หลายคนพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า คนที่เสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือคนที่อยากทำลายบัตรทอง แต่ความจริงคือ ข้อเสนอที่กำลังพูดคุยกันในหลายเวที มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบมีความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งด้านการเงิน คุณภาพบริการ และธรรมาภิบาล รวมถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการให้มีตัวแทนผู้ให้บริการและผู้รับบริการมากขึ้น พร้อมลดการผูกขาดของกรรมการที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานในบางส่วน ที่สำคัญ คนที่เสนอให้ปฏิรูป ไม่ได้มีเฉพาะแพทย์บางคนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มีเครือข่ายผู้ให้บริการจากทั่วประเทศ ทั้งโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ โรงเรียนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีการแพทย์ แพทย์แผนไทย นักกายภาพบำบัด และสหวิชาชีพอีกหลายองค์กร กลุ่มคนเหล่านี้มีจุดร่วมเพียงอย่างเดียว คือ "เราอยู่กับคนไข้ทุกวัน" เราเห็นความทุกข์ของประชาชนทุกวัน และเราเป็นคนที่ต้องแก้ปัญหาเมื่อระบบไปต่อไม่ได้
การปฏิรูป สปสช. เอง ก็ไม่ใช่การล้มบัตรทอง เรื่องนี้เหมือนกับการปรับคณะกรรมการโรงเรียน ที่ไม่ได้แปลว่าจะยุบโรงเรียน การเปลี่ยนคณะกรรมการบริษัท ก็ไม่ได้แปลว่าจะปิดบริษัท การปรับโครงสร้างผู้บริหาร ก็ไม่ได้แปลว่าจะยกเลิกสิทธิของผู้ถือหุ้น เช่นเดียวกัน การปรับปรุงกฎหมาย ก็เพื่อทำให้เกิดระบบการบริหารที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะยกเลิกสิทธิของประชาชน ในทางตรงกันข้าม หากเราบริหารได้ดีขึ้น โรงพยาบาลมีความมั่นคงมากขึ้น บุคลากรอยู่ในระบบมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะได้รับการรักษาเร็วขึ้น คุณภาพดีขึ้น และสิทธิบัตรทองก็จะยั่งยืนขึ้น
เราทุกคนต่างรัก "ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" เพราะทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษา แต่การรักระบบ ไม่ได้แปลว่าเราจะห้ามแก้ไขสิ่งที่กำลังมีปัญหา การรักษาโรค เรายังต้องปรับยาตามอาการของผู้ป่วย แล้วเหตุใดระบบสุขภาพที่ผ่านมากว่า 20 ปี จึงจะปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้ สิทธิของประชาชนต้องคงอยู่ แต่ระบบบริหาร ต้องกล้าที่จะพัฒนา เพราะเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือการปกป้องชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคน"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี