วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569
546.jpg
ทายาทที่ดินนำแท่นปูนปิดทางเข้า-ออก ขับไล่พระ หวังยึดทำเลทองคืน

ทายาทที่ดินนำแท่นปูนปิดทางเข้า-ออก ขับไล่พระ หวังยึดทำเลทองคืน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

กรณีพิพาทที่ดินยืดเยื้อของ "วัดป่าอดุลยาราม" จังหวัดขอนแก่น ได้กลายเป็นประเด็นที่ชาวบ้านและพุทธศาสนิกชนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อเจ้าอาวาสได้หลั่งน้ำตากลางวงประชุมชี้แจงข้อเท็จจริง หลังถูกทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมยื่นฟ้องร้องเพื่อทวงคืนพื้นที่วัดและสำนักชีรวมกว่า 26 ไร่ แม้ว่าที่ผ่านมาศาลฎีกาและศาลแพ่งจะมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว แต่ทางโจทก์ยังคงเดินหน้ายื่นอุทธรณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าอาวาสต้องฝากฝังให้ชุมชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและปกป้องวัดแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินทำเลทอง ให้คงอยู่คู่พระพุทธศาสนาสืบไป


 


วัดตั้งโต๊ะชี้แจง แจ้งผลคำพิพากษาให้ชุมชนรับทราบ

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ณ ศาลาการเปรียญวัดป่าอดุลยาราม (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่น) อ.เมือง จ.ขอนแก่น พระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม พร้อมด้วยคณะสงฆ์ 15 รูป ได้จัดประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงด้านคดีความแก่ตัวแทนคณะกรรมการและประชาชนจากชุมชนโดยรอบกว่า 10 แห่ง เพื่อรายงานความคืบหน้ากรณีที่ นางบัวไข (ผู้จัดการมรดกของนายเฮียง) ได้ยื่นฟ้องวัดป่าอดุลยาราม เจ้าพนักงานที่ดินขอนแก่น และเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อขอทวงคืนที่ดินของวัดจำนวน 26 ไร่ โดยล่าสุด ศาลฎีกาและศาลแพ่งชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกคำร้องของโจทก์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางโจทก์ได้ทำการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่ง ท่ามกลางความสนใจและการร่วมตรวจสอบเอกสารจากชาวชุมชนที่เดินทางมาให้กำลังใจวัดอย่างล้นหลาม


 

เปิดประวัติที่ดินทำเลทองและคุณูปการของวัด

พระครูอดุลย์สารนิเทศ ได้ย้อนเล่าถึงความเป็นมาว่า ตนได้เข้ามาจำพรรษาตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ต่อมา นายเฮียง ได้มีจิตศรัทธามอบที่ดินจำนวน 21 ไร่ให้เพื่อสร้างวัด ซึ่งทางวัดได้ดำเนินการขออนุญาตและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับกระทรวงศึกษาธิการในปี 2541 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วัด บ้าน และโรงเรียนอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัย วัดป่าอดุลยารามเปรียบเสมือนปอดของชุมชนเมืองที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ และที่สำคัญ ทางวัดยังคอยช่วยเหลือสังคมผ่านการจัดงานฌาปนกิจศพให้แก่ผู้ยากไร้แบบครบวงจรโดยไม่มีค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด


 

มหากาพย์การฟ้องร้องยืดเยื้อกว่า 2 ทศวรรษ

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นในปี 2547 เมื่อภรรยาของนายเฮียงได้ฟ้องขับไล่วัดเพื่อขอคืนที่ดิน 2 แปลง ได้แก่ ที่ดิน 21 ไร่เศษ (มีโฉนดและเป็นที่ตั้งวัด) และที่ดินอีก 5 ไร่ (ยังไม่ออกโฉนด เป็นที่ตั้งสำนักชี) ทางวัดได้ต่อสู้คดีจนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง กระทั่งวันที่ 10 ก.ค. 2555 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่าคำวินิจฉัยของศาลล่างนั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย

แต่เรื่องราวไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2567 โจทก์ได้ยื่นฟ้องใหม่อีกครั้ง โดยฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน เทศบาลนครขอนแก่น และวัดป่าอดุลยาราม ในข้อหาใช้ที่ดิน เพิกถอนนิติกรรม และขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว และปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ของฝ่ายโจทก์

 


 

เจ้าอาวาสหลั่งน้ำตา ฝากชุมชนสานต่อลมหายใจวัด

ในช่วงท้ายของการชี้แจง พระครูอดุลย์สารนิเทศได้เปิดเผยความรู้สึกด้วยความสะเทือนใจจนถึงกับหลั่งน้ำตา โดยระบุว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนได้ต่อสู้เพื่อปกป้องผืนดินแห่งนี้ให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและโปร่งใสที่สุด พร้อมกันนี้ยังได้ฝากฝังข้อความถึงชาวบ้านว่า หากวันใดที่ตนสิ้นลมหายใจ ขอให้ชาวชุมชนทุกคนช่วยกันดูแลและรักษาปกป้องวัดป่าอดุลยารามแห่งนี้เอาไว้ให้ดี เนื่องจากพื้นที่ของวัดในปัจจุบันถือเป็นที่ดินทำเลทองที่มีมูลค่าสูง และอาจตกเป็นเป้าหมายของการแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต

ล่าสุดในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เพจข่าวสารงานพระพุทธศาสนา ได้โพสต์ข้อความอัพเดทสถานการณ์ล่าสุดว่า วันนี้ญาติเจ้าของที่ดิน นำท่อปูน พร้อมนำรถปูนมาเท ปิดทางเข้าออกวัดป่าอดุลยาราม ข้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อขับไล่พระออกจากวัด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top