เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตของคนก็เปลี่ยนตาม งานหัตถกรรมจากภูมิปัญญาที่เป็นมรดกของบรรพบุรุษกลายเป็นสิ่งล้าสมัย คนรุ่นใหม่วัยหนุ่ม-สาวหันไปทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมคงเหลือไว้เพียงผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังคงสืบสานงานหัตถกรรมดั้งเดิมเอาไว้ด้วยความเคยชินส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเกิดความหวงหาที่จะยังคงรักษามรดกไทยมิให้สูญหายไปตามกาลเวลา
งานหัตถกรรมสานไม้ไผ่ถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างหนึ่งที่เริ่มหายไปจากสังคมไทย เนื่องจากงานดังกล่าวต้องใช้ความละเอียดและใช้เวลานานในการผลิตอีกทั้งได้รายได้น้อย ทำให้คนที่จะมาสานงานหัตถกรรมจักสานลดน้อยลงทุกวัน
โดยปกติการผลิตงานจักสานนั้นมีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลานานในการผลิตตั้งแต่การเหลาไม้ สานขึ้นรูป ประกอบชิ้นส่วนและพ่นแล็กเกอร์เพื่อความเงางามจึงจะได้ผลิตภัณฑ์ออกมา ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ในการผลิตชิ้นหนึ่ง เพราะเป็นงานหัตถกรรมที่มีความละเอียดสูง ยิ่งหากไม่มีความเชี่ยวชาญแล้วอาจจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ต่อการผลิตชิ้นงานหนึ่งชิ้นทีเดียว
จากความพิถีพิถันและมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนนี่เอง ทำให้การผลิตต้องใช้ทรัพยากรไม้ไผ่อย่างสิ้นเปลือง เริ่มต้นตั้งแต่การจักตอก ที่ต้องให้ได้เส้นของตอกในขนาดที่เล็กเป็นพิเศษ และเศษที่เหลือจากการจักตอกก็ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก ส่วนมากจะถูกนำไปเป็นเชื้อฟืน จึงเป็นที่มาของ “การพัฒนากระบวนการขึ้นรูปไม้ไผ่สานด้วยการกดโมล” อันเป็นผลงานและไอเดียของนางสาวพุธิดา เศตะพราหมณ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งปัจจุบันจบการศึกษาแล้วและทำงานอยู่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง โดยมีอาจารย์นันทนา บุญลออ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
อาจารย์นันทนา บุญลออ เล่าให้ฟังถึงผลงานดังกล่าวว่า การผลิตแบบกระบวนการขึ้นรูปไม้ไผ่สานจากการกดโมลนั้น ถือเป็นแนวคิดที่ต้องการพัฒนาเทคนิคขึ้นใหม่ให้กับชุมชนหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไม่ยากนัก เพื่อผ่อนแรง ลดระยะเวลาในการผลิตให้เร็วขึ้น และทำให้เด็กรุ่นใหม่หันมาสนใจมากขึ้นวิธีการง่ายๆ คือ ผู้ผลิตไม่ต้องเสียเวลาในการสานขึ้นรูปซึ่งปกติต้องใช้เวลานานมาก แต่ด้วยวิธีนี้สามารถสานไม้ไผ่ออกมาเป็นแผงตามขนาดที่ต้องการก่อน แล้วนำไปกดขึ้นรูป ซึ่งใช้เวลาเพียง 3-6 ชั่วโมง ในการคงรูปเท่านั้น เมื่อกาวแห้งและทรงอยู่ตัวแล้วก็นำชิ้นงานดังกล่าวออกจากโมล ที่มีลักษณะคล้ายๆ เบ้าตัวผู้และเบ้าตัวเมียที่ถูกออกแบบให้สามารถประกบกันได้พอดี หลังจากนำชิ้นงานออกมาก็นำไปเก็บขอบด้วยหวายหรือวัสดุอื่นที่ต้องการเพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ และเนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย เด็กหรือผู้สูงอายุที่สายตาฝ้าฟาง นิ้วไม่มีแรง หรือแม้กระทั่งคนที่เพิ่งเริ่มฝึกหัดการสานไม้ไผ่ก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับขั้นตอนในการผลิต อาจารย์นันทนา อธิบายให้ฟังว่า กระบวนการขึ้นรูปไม้ไผ่สานด้วยการกดโมลนั้น ประกอบด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงนำแผงไม้ไผ่ที่สานเป็นแผ่นมีลวดลายตามที่ต้องการ นำมาแช่น้ำจนยืดหยุ่น ทากาว และนำแผงไม้ไผ่วางลงในเบ้าหรือโมล แล้วใช้แรงกด ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับลวดลายและความหนาแน่นของวัสดุที่ใช้ รวมทั้งรูปทรงและความลึกที่ต้องการ เมื่อไม้ไผ่ที่ถูกขึ้นรูปทำให้แห้งแล้ว นำมาตกแต่งขอบและเก็บรายละเอียด ขั้นตอนนี้ใช้ระยะเวลาเพียง 1 วันเท่านั้น ซึ่งกระบวนการนี้สามารถนำไปต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่น หมวก เก้าอี้ โคมไฟภาชนะ ถาด หรือ บรรจุภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวัสดุอื่นๆ ได้เช่นกัน อาทิ หวาย กระจูด เป็นต้นโดยกระบวนการนี้ ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยเป็นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในสังคมแปรเปลี่ยนตามไปด้วย ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือการเสริมสร้างการศึกษาให้เกิดขึ้นกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะเป็นภูมิต้านทานให้ความเปลี่ยนถูกชะลอ ถูกดัดแปลง เพื่อให้สังคมสามารถปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมเก่าก่อนได้อย่างกลมกลืน ตัวอย่างของการผลิต การขึ้นรูปไม้ไผ่สานโดยการกดโมล จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ความยุ่งยากที่คนยุคใหม่เห็นว่าเป็นความเสื่อมของภูมิปัญญาโบราณ ยังคงถูกแก้ไขให้เกิดความสะดวกรวดเร็วขึ้นตามอัตลักษณ์ของโลกยุคใหม่ ที่จะทำให้ภูมิปัญญาของคนโบราณยังคงถูกสืบสานต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี