546.jpg
วธ.ขานรับคสช.เชิญผู้นำ5ศาสนา ถกแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

วธ.ขานรับคสช.เชิญผู้นำ5ศาสนา ถกแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 18.05 น.

24 ส.ค.59 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินงาน ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 49/2559 โดยมีผู้บริหารระดับสูง ตัวแทนจากหน่วยงานสังกัด วธ.พร้อมทั้งกรมการศาสนา เข้าร่วม ว่า กรมการศาสนาได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ได้มีคำสั่งที่ 49/2559 ลงวันที่ 22 ส.ค.59 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย โดยกำหนดให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันกำหนดมาตรการและกลไกการส่งเสริมความเข้าใจอันดี และความสมานฉันท์ของศาสนิกชนทุกศาสนา การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ในด้านการปฏิรูปประเทศ และกำหนดมาตรการและกลไกในการป้องกันไม่ให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและรัฐให้การคุ้มครองตลอดมา โดยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา รายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งนี้ พร้อมทั้งปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีทราบทุก 3 เดือน

"เบื้องต้นที่ประชุมได้มีมติให้ดำเนินการ 3 แนว เพื่อรองรับคำสั่งดังกล่าว 1.มอบหมายให้กรมการศาสนาสรุปภารกิจและแนวทางการคุ้มครองและอุปถัมภ์ศาสนาทั้ง 5 ศาสนา ที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ได้แก่ องค์การทางศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ โดยให้รายงานว่า ที่ผ่านมาได้อุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาทั้ง 5 ศาสนา อย่างไรบ้าง ตามแนวทางของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 49/2559 2.ให้กรมการศาสนา รวบรวมและประมวลปัญหา ความขัดแย้ง การดูหมิ่นลบหลู่ การโจมตีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ปรากฎในสื่อโซเซียลมีเดียในปัจจุบันมีกี่เรื่อง กี่ประเด็น เพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการแก้ปัญหา เพื่อเสนอต่อรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้บังคับใช้กฎหมาย 3.มอบกรมการศาสนาเชิญผู้นำหรือผู้แทนองค์การศาสนาทั้ง 5 ศาสนา มาหารือเพื่อรับฟังและประมวลปัญหา ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา จากนั้นสรุปเป็นแนวทางในภาพรวมของ 5 ศาสนา และแนวทางในส่วนของ วธ.เพื่อนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป" นายวีระ กล่าว


ด้าน นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้นำและผู้แทนองค์การ 5 ศาสนา ว่า ได้เชิญผู้นำ 5 ศาสนา มารับทราบคำสั่ง คสช.ที่ 49/2559 และสื่อสารให้ผู้นำทุกศาสนามั่นใจ ซึ่งผู้นำศาสนาต่างชื่นชมว่า คสช.และรัฐบาล รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้ความสำคัญต่อทุกศาสนา อย่างไรก็ตาม คำสั่ง คสช.ดังกล่าว ได้กำหนดมาตรการและกลไก เผยแพร่หลักคำสอนซึ่งทุกศาสนาดำเนินการอยู่แล้ว ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกศาสนาต่างต้องการให้ศาสนิกนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ผู้นำศาสนาจึงเห็นความสำคัญของคำสั่งนี้ เห็นว่าเป็นประโยชน์ เพราะกำหนดให้มีองค์กรในรูปของคณะกรรมการจากหลายหน่วยงาน มารองรับการดำเนินการในการเผยแพร่คำสอน

"คำสั่งนี้กำหนดให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการเผยแพร่หลักศาสนา เพื่อให้เกิดการนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนประเด็นการบิดเบือนศาสนานั้น เห็นว่าถ้ามีเวทีให้ผู้นำศาสนามาถกกัน จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันให้มีการจัดตั้งเป็นโครงข่ายภายใต้กฎหมายรองรับในรูป แบบรูปคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วย คณะบุคคลวิทยากรที่ได้รับการยอมรับในแต่ละศาสนาคัดเลือกให้มา ทำหน้าที่เผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจถูกต้องในทุกศาสนา โดยเฉพาะเยาวชนในสถานศึกษา รวมถึงคอยตรวจสอบเหตุการณ์ทางศาสนาที่บิดเบือน และแถลงให้ทราบได้ทันที ซึ่งจะทำให้การทำงานในระดับจังหวัดและพื้นที่มีความเข้มข้นมากขึ้น นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นว่า ให้ทุกศาสนาพัฒนาวิทยากร ผู้นำศาสนาที่มีความรู้ ความเข้าใจหลักธรรมศาสนาของตัวเอง เพื่อให้เป็นวิทยากรเผยแพร่หลักธรรม คำสอน ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่" อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวและว่า ในส่วนของศาสนาอิสลามนั้น ทราบว่าทางจุฬาราชมนตรี เตรียมลงพื้นที่ในภาคใต้ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ และคำสั่ง คสช.ให้พี่น้องมุสลิมรับทราบถึงความตั้งใจของรัฐบาลด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top