19 ก.พ.61 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวตอนหนึ่งในการสัมมนาการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2561 โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษากว่า 300 แห่งเข้าร่วม เพื่อรับฟังข้อปัญหาและข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการรับนักเรียน ว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศแนวทางการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนในสังกัด โดยกำหนดการรับนักเรียนต่อห้องระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา 40 คนต่อห้อง และไม่ให้เพิ่มจำนนวนห้องเรียน ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ผู้ปกครอง และนักเรียนชั้น ม.3 อย่างมากว่าจะไม่ได้เรียนต่อชั้น ม.4 ในโรงเรียนเดิม ว่านโยบายดังกล่าวนี้ แบ่งออกเป็น 2 มิติ คือ เชิงวิชาการ ซึ่งการกำหนดจำนวนรับนักเรียน 40 คนต่อห้องนั้น มีความเหมาะสม และได้รับความชื่นชมจากสังคม โดยเฉพาะนักวิชาการและครูซึ่งต้องการให้ลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลงเพื่อคุณภาพทางวิชาการและปฏิเสธไม่ได้ว่าพูดไม่ผิด
ส่วนในเชิงบริหาร ใช้กับโรงเรียนทั่วไปก็ไม่กระทบ แต่เราไม่สามารถตัดแบ่งได้เหมือนแบ่งเค้กได้ เพราะเรายังไม่มีข้อมูลความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในเชิงบริหารเราก็คาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าจะมีปัญหาบ้างของนักเรียนชั้น ม.3 ที่จะขึ้นชั้น ม.4 ในโรงเรียนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งในจำนวนนี้ 10% ของโรงเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศอยู่ จำนวน 27,948 โรง ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 2,358 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 282 โรง ระดับประถมศึกษา จำนวน 77 โรง
นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า การกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องในปีนี้ เป็นความตั้งใจที่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีของคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แต่อาจจะลืมคิดถึงเด็กและผู้ปกครองที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ช่วงลอยต่อ โดยเฉพาะชั้นอนุบาล 3 ของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด และนักเรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 โรงเรียนเดิม ซึ่งตนได้รับเรื่องร้องเรียนมาเยอะ ว่า เมื่อเด็กจะเลื่อนชั้นในโรงเรียนเดิม แต่พอถูกให้ลดเหลือห้องละไม่เกิน 40 คน จะเอาเด็กที่เหลือไปไว้ตรงไหน ดังนั้น ในวันนี้ จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันคิดหาทางออก อย่างไรก็ ตามในการเสนอทางออก ขอให้คำนึงว่า โรงเรียนมีหน้าที่ให้บริการสาธารณะ อะไรที่ต้องทำให้เกิดความเรียบร้อยก็ต้องทำ แต่ต้องทำบนหลักการของความเป็นธรรมและและลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อลดความทุกข์ร้อนของประชาชนก็ไม่ควรยืดเยื้อ เชื่อว่าคณะกรรมการ กพฐ.จะรับฟังความและช่วยแก้ปัญหาในสำเร็จโดยเร็ว
"ผมได้หารือเรื่องนี้กับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แล้ว ซึ่ง นพ.ธีระเกียรติ ก็ได้ย้ำว่า อะไรที่ทำแล้วประชาชนไม่เดือดร้อน ก็ให้ทำต่อไปได้ ระเบียบเมื่อออกมาแล้ว ต้องทำให้ประชาชนมีความสุข เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้ยืดหยุ่น แต่ถ้าต้องทำก็ให้ทำภายใต้หลักการ ซึ่ง สพฐ.ย้ำมาตลอดว่าไม่ให้มีการระดมทรัพยากรในช่วงที่รับนักเรียน อย่าคิดว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าน้ำมาแรงก็อาจจะจมน้ำตายได้ ดังนั้น น้ำขึ้นขอให้รีบหลบ อย่าคิดว่าต้องได้เงินมาเพื่อบริหารโรงเรียน เพราะการระดมทรัพยากร แม้จะมีเจตนาบริสุทธิ์ก็ต้องทำในช่วงเวลาที่เหมาะสม อย่ากดดันประชาชน และอย่าหลบเลี่ยงว่ารับไว้ก่อน แล้วค่อยมาออกใบเสร็จทีหลัง ซึ่งจะเป็นการทำผิดซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน เรื่องการสอบคัดเลือก ซึ่งจะมีบัญชีสำรอง กรณีเด็กสละสิทธิ์ ก็ขอให้เรียกตามลำดับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำ" นายบุญรักษ์ กล่าวและว่า ส่วนตัวมีแนวทางแก้ปัญหาในใจบ้างแล้ว เช่น หากไม่สามารถที่จะเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้องมากกว่า 40 คนได้ ก็อาจยืดหยุ่นให้ขยายห้องเรียน เป็นต้น ดังนั้น การประชุมรับฟังปัญหาในวันนี้ ตัวแทนจากคณะกรรมการ กพฐ.ก็มาร่วมรับฟังด้วย อย่างไรก็ตา เมื่อได้ข้อสรุปนี้แล้วตนก็จะนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการศธ.พิจารณารับทราบ และเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กพฐ.วาระพิเศษโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ นายณรงค์ กล่าวชี้แจงว่า ในปีการศึกษานี้ สพฐ.ได้วางกรอบนโยบายไว้ 4 ข้อ คือ 1.เน้นพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคลเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 2.ใช้ห้องเรียนเป็นฐานสร้างคุณภาพแก่ผู้เรียน 3.ใช้โรงเรียนเป็นฐานการบริหาร และ 4.ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และ ผอ.โรงเรียนต้องทำงานประสารไปด้วยกัน จึงได้ออกนโยบายดังกล่าว
รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวย่ำว่า ขณะนี้ สพฐ.มีห้องเรียนอยู่ทั้งหมด จำนวน 340,000 ห้องเรียน และ สพฐ.ก็มีข้อมูลของประชากรในวัยเรียน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6,800,000 คน หากคิดเฉลี่ยจะมีนักเรียน 20 - 24 คนต่อห้องเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ปกครองและนักเรียนทุกคนสบายใจได้ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีที่เรียน ซึ่งเขตพื้นที่ฯ จะต้องช่วยดูแลและมีแผนการรับนักเรียนในแต่ละพื้นที่ด้วยเพื่อให้เกิดความสำเร็จและตอบโจทย์
"วันนี้เราเห็นความเด็จขาดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประกาศนโยบบายการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2561 เพื่อต้องการพัฒนาผู้เรียน" นายณรงค์ กล่าว
ด้าน นายธรรมรงค์ เสนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัต กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่านโยบายกำหนดจำนวนรับนักเรียนที่ 40 คนต่อห้อง มีความเหมาะสมในเชิงวิชาการ เพราะจะทำให้เกิดคุณภาพในการเรียนการสอน โดยทางผู้อำนวยการโรงเรียนเองไม่ได้รู้สึกว่าขัดข้อง แต่ในทางปฏิบัติที่อยากให้ สพฐ.ช่วยแก้ไข โดยเริ่มใช้เป็นบางพื้นที่ที่เหมาะสมก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ซึ่งหากกำหนดการรับไว้ที่จำนวน 40 คนต่อห้อง โดยไม่ให้มีความยืดหยุ่น เกรงว่าผู้ปกครองอาจจะไม่พอใจและออกมาเรียกร้อง ศธ.ซึ่งจะกลายเป็นปัญหา
ส่วน นางปราณี ทัยคุปต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลราชบุรี กล่าวว่า ส่วนตัวยินดีที่จะทำตามนโยบาย แต่อยากให้ยืดหยุ่นสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ของโรงเรียนเดิม ที่กำลังจะเข้าเรียนต่อชั้น ป.1 ที่ขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 40 คนต่อห้อง ขอให้ทางโรงเรียนสามารถรับเด็กได้จำนวนเท่าเดิมทั้งหมดก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยทางโรงเรียนจะไม่รับเพิ่มห้องเรียนและจะไม่เพิ่มจำนวนรับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี