546.jpg
2ชุมชนต้นแบบเมืองลำปาง  ใช้‘บัญชีครัวเรือน’แก้วิกฤติ‘หนี้’

2ชุมชนต้นแบบเมืองลำปาง ใช้‘บัญชีครัวเรือน’แก้วิกฤติ‘หนี้’

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“หนี้ครัวเรือน” เอ่ยถึงคำคำนี้หลายคนอาจคิดไปแต่เพียงว่ามาจากพฤติกรรมฟุ่มเฟือยส่วนบุคคล แต่แท้ที่จริงแล้ว “ความไม่รู้” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ “ในวิถีปุถุชนคนธรรมดานั้นไม่ใช่เรื่องผิดที่ทุกคนอยากได้-อยากมี-อยากเป็น..หากแต่ที่เป็นปัญหาคือบางครั้งความอยากในสิ่งใหม่ๆ ก็ทำให้หลงลืมสิ่งดีๆ ที่เคยมีอยู่ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์” รู้ตัวอีกที “ภูมิต้านทาน” ก็ไม่เหลือแล้วและต้องจมอยู่ในกองทุกข์แห่งหนี้สินในที่สุด

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า”ติดตามคณะทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) หรือชื่อเดิมคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ไปเยี่ยมชม “โครงการศึกษาวิจัยรูปแบบการแก้ไขปัญหาหนี้สินบ้านสามขา ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง” เป็นโครงการที่ให้คนในชุมชนได้เรียนรู้กระบวนการวิจัย เพื่อนำไปรวบรวมข้อมูลและค้นหาวิธีแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ 2540s ผู้คนในบ้านสามขาแห่งนี้ประสบภาวะหนี้สินเป็นอย่างมาก


“หนานชาญ” ชาญ อุทธิยะ หนึ่งในผู้นำชุมชนบ้านสามขา และยังเป็นนักวิจัยในท้องถิ่น เล่าว่า แต่เดิมบ้านสามขานั้นไม่ต่างจากสังคมดั้งเดิมทั่วไปที่ชุมชนมีการพึ่งพาอาศัยกัน และดำรงชีวิตด้วยวิถีเกษตรกรรม เช่น ปลูกข้าว ปลูกผัก หาปลาในหนองน้ำ หาเห็ด หาหน่อไม้จากป่า แต่ต่อมาเมื่อ “ถนน” ตัดผ่านมาถึง ความเจริญจากโลกภายนอก สินค้าอุปโภค-บริโภคหรูหราล้ำสมัยต่างๆ ถูกนำพาเข้ามาด้วย “ชาวบ้านใช้ “เงินตรา” ในชีวิตประจำวันมากขึ้น” ซึ่งด้านหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นจากสิ่งของที่ซื้อหามาใช้

แต่เมื่ออะไรๆ ชักเริ่ม “เลยเถิด” ถึงขั้นประเภทสิ่งที่พอจะพึ่งพาตนเองได้บ้างก็ยังละทิ้งไม่ใส่ใจอีกต่อไป “แม้แต่ผักที่ชาวบ้านเคยปลูกไว้บริโภคในครัวเรือนก็ยังหันไปซื้อจากพ่อค้านอกหมู่บ้าน” และนั่นทำให้ปัญหาหนี้สินเริ่มส่งผลชัดขึ้นเพราะ “สูญเสียภูมิปัญญาการดำรงชีวิต” ซ้ำร้ายยังส่งผลข้างเคียงอีกประการคือ “น้ำใจไมตรีในชุมชนเริ่มเหือดหายไป” ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คนที่นี่แทบไม่เหลืออย่างในอดีต

“โครงการวิจัยนี้ได้เกิดขึ้นเพื่อให้คนในชุมชนได้ลุกขึ้นมาค้นหาคำตอบนั้นด้วยตนเอง ในที่สุดจึงได้พยายามนำแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินด้วยงานวิจัยมาถ่ายทอด เพื่อให้ชาวบ้านลดภาระหนี้สินในกระบวนการวิจัยได้ใช้ “บัญชีครัวเรือน”เป็นระบบตรวจสอบพฤติกรรมของชาวบ้านด้วยการจดบันทึกที่มาและที่ไปของเงินที่ใช้ ซึ่งระบบการตรวจสอบก็ทำงานอย่างได้ผล เมื่อชาวบ้านนำตัวเลขหนี้ของแต่ละครอบครัวมารวมกันก็พบว่าชาวบ้านมีหนี้สินรวมกันมากถึง 18 ล้านบาท” หนานชาญ ระบุ

นักวิจัยท้องถิ่นผู้นี้ อธิบายว่า “การทำบัญชีครัวเรือนได้ชี้ให้เห็นรายจ่ายต่างๆ ของคนบ้านสามขาอย่างชัดเจน” ซึ่งแบ่งได้เป็น “รายจ่ายฟุ่มเฟือยจากพฤติกรรมส่วนบุคคล” เช่น การเล่นหวยใต้ดิน เล่นแชร์ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และ“รายจ่ายที่เกิดจากการละทิ้งภูมิปัญญาของชุมชน” เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผัก อาหาร “ที่น่าเจ็บปวดที่สุดคืออาหารส่วนใหญ่ที่ซื้อล้วนแต่อยู่รายล้อมชุมชนของตนเองแท้ๆ ” ข้อค้นพบนี้จึงทำให้ชาวบ้านสามขาเริ่มหันกลับไปมองวิถีแบบเก่าที่พอเพียงและพึ่งตนเองได้

อาทิ ชาวบ้านหลายคนเริ่มถือตะกร้าเข้าป่าเพื่อเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ บางบ้านขุดบ่อเลี้ยงปลา รวมกลุ่มกันผลิตของใช้จำพวกแชมพู น้ำยาล้างจาน ปุ๋ยชีวภาพ สำหรับใช้และซื้อ-ขายกันเองภายในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังเกิดกลุ่มออมทรัพย์ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำเงินมาฝาก เพราะเมื่อถึงวันชำระหนี้จะได้ไม่ต้องกู้แหล่งเงินอื่น ส่วนพฤติกรรมการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เล่นหวยนั้นแต่ละคนไปก็หาแนวทางลดการบริโภคลงด้วยตนเอง

“จากชุมชนที่เคยเป็นหนี้มากถึง 18 ล้านบาท ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เป็นหนี้ ในชุมชนมีเงินออมสะสมมากกว่า 20 ล้านบาท ทั้งหมดเกิดจากการบริหารจัดการภายในชุมชน มีกลไกการทำงานที่เข้มแข็ง เมื่อชุมชนเข้มแข็งก็เริ่มมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาต่อยอดความสำเร็จ และยังมีอีกหลายชุมชนที่มานำบทเรียนจากบ้านสามขาไปเป็นต้นแบบในการจัดการหนี้สิน” หนานชาญ กล่าว

ยังมีอีกกรณีที่เป็นตัวอย่างได้ คือ “โครงการจัดการระเบียบบ้านดง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง” ที่นี่ครั้งหนึ่งมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นแบบเดียวกับบ้านสามขา โดย อิ่นแก้ว เรือนปานันท์ ผู้นำชุมชนและเป็นผู้ส่งเสริมแนวคิด “งานศพปลอดเหล้า”เล่าว่า ก่อนหน้านี้เมื่อมีผู้เสียชีวิตในชุมชน ทางเจ้าภาพจะสั่งโลงศพและปราสาททันที และจะมีการเช่าโลงเย็นเพื่อเก็บศพไว้ก่อนจะถึงวันเผา ในราคา 600 บาท พร้อมกันนี้ร้านที่ขายปราสาทก็จะรับจ้างแห่ศพอีกด้วย ค่าโลงศพที่ซื้อมาราคา 3,000 บาท ส่วนค่าปราสาทประมาณ 5,500 บาท

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในการทำศพ รวมราวๆ 20,000-40,000 บาท แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “การจัดเลี้ยงสุรา” จึงทำให้ค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ในแต่ละงาน และหลายงานเจ้าภาพยังนิยมเก็บศพไว้ประมาณ 4 คืน ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทั้งหมดคือรายจ่ายที่เจ้าภาพต้องหมดไปกับการจัดงานศพ จึงไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อมีคนตายญาติๆ ที่ยังอยู่ก็จะต้องใช้ชีวิตแบบมีหนี้สินติดตัว

“ในอดีตเมื่อมีงานศพชาวบ้านจะช่วยกันทำโลงศพโดยหาไม้มาทำปราสาท ส่วนศพจะกางมุ้งไว้เพื่อรอโลงศพที่ชาวบ้านช่วยกันทำ ค่าใช้จ่ายไม่ค่อยเปลืองเนื่องจากในอดีตผู้หญิงจะเอาพริก เอาข้าว เอาผักไปร่วมกันทำอาหารในงานศพ และในอดีตงานศพจะไม่มีการเลี้ยงเหล้าตั้งศพไว้อย่างมาก 2 คืน เมื่อถึงวันเผาชาวบ้านจะช่วยกันนำศพใส่ล้อเกวียนที่ทำขึ้นเองและจูงไปเผาที่ป่าช้า ขณะที่ทำพิธีในป่าช้าจะมีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้นที่เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ไม่มีดอกไม้จันทน์ ตอนเผาจะใช้ฟางหรือหญ้าแห้งเป็นเชื้อไฟ เสร็จแล้วก็จะแยกย้ายกลับบ้าน” อิ่นแก้ว ระบุ

อิ่นแก้ว กล่าวอีกว่า เมื่อชาวบ้านเห็นตัวเลขของจำนวนเงินในการจัดงานสูงจึงมีการหารือและออกกติการ่วมกันคือ “ลดเหล้าในงานศพ” จากนั้นจึงหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าโลงศพ ค่าทำปราสาท และค่าอาหาร จึงได้นำประเพณีในอดีตมาร่วมใช้ ทำให้ชาวบ้านมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน และหนี้สินที่เคยมีจากการจัดงานศพก็ค่อยๆ ลดลง รวมถึงปัญหาของคนในชุมชนที่เกิดจากการดื่มสุราก็ลดลงด้วย

บทสรุปของเรื่องนี้ “ชีวิตพอเพียงย่อมไม่ได้หมายถึงการอยู่แบบเดิมๆ ปฏิเสธวิถีความเจริญยุคโลกาภิวัตน์อย่างเด็ดขาด” อย่างที่กล่าวไปตอนต้นแล้วว่าสำหรับปุถุชนคนธรรมดาไม่ใช่เรื่องผิดที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากสนุกสนานอยากสะดวกสบาย “แต่สิ่งที่ต้องมีควบคู่กันไปคือภูมิคุ้มกันที่จะไม่ปล่อยให้ความอยากนั้นมีอิทธิพลมากเกินไปจนครอบงำนำพาชีวิตไปสู่วิกฤติหนี้สิน” ดังบทเรียนของทั้ง 2 ชุมชนข้างต้น

ที่ต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นตั้งใจอยู่ไม่น้อย กว่าจะแก้ไขวิกฤติให้คลี่คลายลงไปได้!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top