วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดูท่าจะรุนแรงและยาวนาน ขยายในวงกว้างและไม่รู้ว่าจะสงบลงได้เมื่อไหร่ นั่นหมายถึงจะส่งผลกระทบในทุกภาคส่วน ไม่เว้นแต่ภาคเกษตร ที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตอาหารป้อนคนทั้งประเทศ เพราะด้วยสถานการณ์แบบนี้ ย่อมทำให้ความคล่องตัวของการระบายสินค้าของเกษตรกรสะดุดลงไปบ้าง เกษตรกรต้องปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบการระบายสินค้าตามสถานการณ์ และเงื่อนไขของโรคโควิด และ พรก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลกำหนดออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่จะทำให้คนออกจากบ้านน้อยลง สถานที่ต่างๆ อาจต้องปิดตัวชั่วคราว การบริโภคน้อยลง จะกระทบเส้นทางการไหลของสินค้าเกษตรจากไร่นาสู่โต๊ะอาหาร คือ เดิมจากไร่นา เกษตรกรสามารถนำสินค้าขายไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ก็จะทำได้น้อยลง และจากไร่นาสู่พ่อค้าคนกลาง ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภคก็จะลดเช่นเดียวกัน สินค้าสดจะขายได้น้อยลงขายได้ยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น กระทบเป็นห่วงโซ่ เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ ซึ่งมันอาจจะสะดุดไปบ้างในช่วงแรก และจะค่อยๆ เข้าที่ไปเอง เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต อีกทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมมาตรการรับมือช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี ผมได้มีโอกาสคุยกับคุณธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่กับเกษตรกรในพื้นที่ ได้กรุณาแลกเปลี่ยนข้อมูลพร้อมกับเสนอแนวทางในการปรับตัวภาคเกษตรผมเห็นว่าเป็นอีกแนวทางทางที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ ให้ข้อแนะนำมีอยู่ 5 แนวทางดังนี้คือ
1.จัดตลาดนัดชุมชนแบบร้านสะดวกซื้อ โดยชุมชน ท้องถิ่น และราชการ ต้องเข้ามาจัดระเบียบตลาดให้เป็นไปตามหลักการจัดการโควิดเช่นเดียวกับที่ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าทำอยู่ เช่น การคัดกรอง มีที่ล้างมือมีวัสดุล้างมือ การเว้นระยะแผงขายคนต้องใส่หน้ากาก รักษาระยะห่าง และ การฉีดฆ่าเชื้อหลังตลาดเลิก มีการประกาศให้คำเตือนและให้ความรู้ ที่สำคัญชุมชนต้องสื่อสารและประกาศตัวให้สังคมมั่นใจ “ตลาดสด ตลาดนัด ปลอดภัยไร้โควิด” ซึ่งจะมีจุดดีกว่าห้างตรงที่ตลาดกลางแจ้งจะปลอดภัยกว่าห้องแอร์
2.ส่งถึงบ้าน ประสานห้าง บริการส่งสินค้าถึงบ้าน รวมทั้งค้าขายออนไลน์ ทั้งในรูปผลผลิตหรือ ต้นกล้าผักให้ไปเลี้ยงเองและติดต่อห้างสรรพสินค้าในการกระจายสินค้าซึ่งราชการควรอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร
3.แปรรูป ยืดเวลา สร้างมูลค่าเพิ่มกรณีสินค้าสดออกสู่ตลาดลดลง จะมีความเสียหายเกิดขึ้น เกษตรกรต้องทำการแปรรูปพืชผลสด ไม่ให้เกิดความเสียหาย เช่น ผักผลไม้ดอง อบ แช่อิ่ม หรือการแปรสภาพอื่นๆ จะยืดเวลาการขายและยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม
4.ปลูกพืชเพื่อโภชนเภสัช และสมุนไพร ซึ่งในวิกฤติโรคระบาด เป็นโอกาสของพืชสมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร หรือพืชทีกินแล้วได้สรรพคุณทางยามาด้วย เกษตรกรสามารถเพาะต้นกล้าขาย หรือนำมาทำเป็นแคปซูล
5.เศรษฐกิจพอเพียง กรณีทุกอย่างต้อง หยุด! ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการทำเกษตรและการดำรงชีพ จะช่วยให้เกษตรกรอยู่รอด เช่น ปลูกทุกอย่างที่กิน พึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาภายนอก ประหยัด ใช้แต่พอดี ใช้เหตุใช้ผลคิดทบทวนหาทางปิดจุดอ่อนในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีความระมัดระวัง หมั่นติดตามหาความรู้
ทั้ง 5 แนวทางนี้ เป็นเพียงข้อเสนอแนะเบื้องต้นที่น่าจะพอช่วยให้เกษตรกรต่อสู้กับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ส่วนมาตรการที่เข้มข้น คงต้องติดตามการเตือนภัยและมาตรการช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ก็มีออกมาแล้วหลายๆ มาตรการซึ่งสิ่งสำคัญในห้วงวิกฤติอย่างนี้ การปฏิบัติตามคำสั่ง คำแนะนำของภาครัฐเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความร่วมมือเพื่อปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ซึ่งผมเองก็เชื่อว่าภาคเกษตรของเราจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน
สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี