วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยถึงผลการติดตามดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งกรมการข้าว เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์ผ่านการอบรมถ่ายทอดความรู้ และตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ เป้าหมาย 1 ล้านไร่ ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ ปี 2560 - 2564 โดยสศก.ติดตามผลดำเนินการระยะเวลา 3 ปี (ปี 2560 - 2562) พบว่ามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 107,354 ราย พื้นที่ 962,570 ไร่ เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องต่างๆ อาทิ เข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การผลิตพืชตามมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ การผลิตตามกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพและใช้สารชีวภัณฑ์ เป็นต้น โดยในปี 2563 มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ ปี 2560 ได้ผ่านการประเมินในระยะปรับเปลี่ยนและจะเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand 808 กลุ่ม 16,804 ราย คิดเป็นพื้นที่ 172,570 ไร่
จากการลงพื้นที่สอบถามเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และขอนแก่น เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2563 พบว่า เกษตรกร 68% สามารถนำความรู้เรื่องการผลิตข้าวอินทรีย์มาปฏิบัติได้ทั้งหมด และอีก32% ได้นำความรู้บางเรื่องมาปรับใช้ ได้แก่ การทำปุ๋ยหมัก การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด การใช้สารชีวภัณฑ์ในการจัดการศัตรูพืช การจัดการแหล่งน้ำ และการทำแนวกันชน ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพดิน ผลผลิต สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสุขภาพของเกษตรกรเอง ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังประสบปัญหาในการผลิต เช่น ขาดเงินทุน อายุมาก ขาดแคลนแรงงานและแหล่งน้ำไม่เอื้ออำนวย
ส่วนด้านผลผลิตพบว่า ผลผลิตข้าวอินทรีย์ของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบอินทรีย์ในปีแรกจะลดลงเหลือ 304 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากหยุดใช้สารเคมี แต่ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ที่เข้าสู่อินทรีย์อย่างเต็มตัว จะได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 376 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากพื้นดินได้รับการฟื้นฟูและปรับสภาพจากเคมีเป็นอินทรีย์ มีการปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการจัดการศัตรูพืชแบบชีวภาพ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม
สำหรับราคาจำหน่ายที่เกษตรกรได้รับโดยเฉลี่ย พบว่า ไม่ค่อยผันผวนและมีราคาสูงกว่าข้าวที่ผลิตแบบทั่วไปประมาณ 1,500-2,000 บาทต่อตัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าว และกำหนดชนิดข้าวในการรับซื้อของโรงสี ขณะที่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรบางพื้นที่เริ่มสนใจที่จะแปรรูปผลผลิตข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากกว่าการนำข้าวเปลือกไปจำหน่ายให้โรงสี หรืออาจแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในนามกลุ่ม อาทิ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านโสกจาน อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวตัง รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายมีผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ เช่น ข้าวกล้องอินทรีย์ ข้าวกล้องเพาะงอกและน้ำข้าวกล้องอินทรีย์ รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ปลานิลอินทรีย์ และหมูดำอินทรีย์
ทั้งนี้ ภาพรวมเกษตรกรพึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก ดังนั้น การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระยะต่อไป นอกจากการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพการผลิต ควรส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้สามารถหาตลาดรองรับผลผลิตเองได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพด้านการแปรรูปผลผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องมีแผนการประชาสัมพันธ์ มีช่องทางทำการตลาดให้กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจสินค้าเกษตรอินทรีย์สามารถเข้าถึงได้ ถือว่าเป็นงานที่ต้องประสานงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ในการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี