วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
นครหนานหนิง เป็นเมืองหลวงของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มีความเจริญรุ่งเรืองโดยดูจากตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง การคมนาคมขนส่ง รวมทั้งห้างสรรพสินค้าซึ่งประกอบเป็นย่านธุรกิจ ไม่ต่างอะไรกับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของเรา ที่เคยบอกไปในฉบับก่อนว่าตึกรามแบบทึมๆ จักรยานเก่าๆ ปัจจุบันในประเทศจีนไม่มีให้เห็นอีกต่อไปแล้ว จีนใช้เวลาเนรมิตประเทศจนเจริญก้าวหน้าเทียบชั้นประเทศร่ำรวยระดับโลกโดยใช้เวลาเพียง 30 ปี จีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น สามารถใช้จับจ่ายซื้อของที่มีราคาแพง หรือรับมือกับค่าครองชีพที่แสนแพงแซงเมืองไทยไปหลายเท่าตัวได้อย่างไร ในเมืองฝรั่งมีรายการสำคัญทางสื่อโทรทัศน์รายการหนึ่ง ชื่อ How do they do it? ควรเอามาคิดครับ
การจัดประชุมโต๊ะกลมเรื่องความมั่นคงทางอาหาร จัดขึ้น ณ โรงแรมใจกลางเมืองหนานหนิง ซึ่งแวดล้อมไปด้วยย่านธุรกิจห้างร้านใหญ่ๆ ประเภทเดินถึงภายใน 1 นาที วันที่ผมเดินทางไปถึง ซึ่งก่อนวันประชุม 1 วัน คณะเจ้าภาพได้เชิญผมและผู้แทนสำนักเลขาธิการอาเซียน รวมทั้งผู้แทน เอฟเอโอ ไปเลี้ยงอาหารเย็นเป็นกรณีเฉพาะ ที่ภัตตาคารหรูแห่งหนึ่ง จัดรับประทานอาหารในห้องพิเศษที่จัดเป็นโต๊ะกลมจริงๆ มีคนประมาณ 10 กว่าคน นอกจากผมและน้องอีกคนหนึ่งจากแอปเตอร์ และก็ ดร.มินห์ ตัวแทนสำนักเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ที่ผมเจออยู่ประจำ นอกนั้นเป็นฝ่ายจีนเจ้าภาพส่วนมากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่นครหนานหนิง และผู้แทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง มีการดื่มเพื่อต้อนรับขับสู้ รับประทานไปพร้อมกับอาหารที่รสชาติแปลกๆ ไม่ใช่อาหารจีนแท้ แต่ก็ยังใช้ตะเกียบเป็นหลัก ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกก็ต่างคนต่างกินไปดื่มไป มีจะคุยกันบ้างก็นิดหน่อย แต่ที่คุยเยอะก็เป็นระหว่างคนจีนด้วยกันเอง ซึ่งเราฟังไม่รู้เรื่อง เจ้าภาพก็สบายๆ เสื้อที่ใส่เป็นเพียงทีเชิ้ตเท่านั้นรูปร่างเจ้าเนื้อแต่ไม่ถึงกับลงพุง บ่งบอกถึงการกินดีอยู่ดีของคนจีนปัจจุบัน ผิดจาก 30 ปีที่แล้วที่มักเห็นคนจีนมีแต่ตัวผอมๆ
พ้นจากเวลาครึ่งชั่วโมงเศษๆ หลังจากเจ้าภาพกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติแล้ว ทีนี้ก็เป็นรายการเวียนจอก “กันเป่ย” ตามธรรมเนียมจีนดั้งเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ ถึงแม้วันเวลาจะผ่านไป การพัฒนาบ้านเมืองจะก้าวหน้าไปเท่าใด แต่ธรรมเนียมที่ว่านี้ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน ฝ่ายเจ้าภาพเริ่มจากผู้ใหญ่สุดจะเดินถือแก้วเหล้าตนเองไปรอบๆ ถึงใครท่านก็จะขอรินเหล้าให้ในแก้วของแขก แล้วก็เชิญชวนเราลุกขึ้นถือแก้วเพื่อชนแก้วกับของท่าน แล้วก็ดื่มพร้อมกันจนหมดแก้ว โดยเพื่อแสดงความจริงใจให้ปรากฏ เราต้องคว่ำแก้วให้ดูด้วยว่าหมดจริง คารวะกันเล็กน้อย แล้วท่านก็เดินต่อไปทำแบบเดิมกับคนถัดจากเราไป อันนี้ต่างจากการ “ตำจอก” ที่ประเทศสปป.ลาวดังได้เคยเล่าไปนานแล้ว ไม่ทราบท่านผู้อ่านยังจำกันได้อยู่หรือเปล่า ที่ สปป.ลาวก็เวียนแบบเดียวกัน แต่ใช้แก้วเดียวไม่เปลี่ยนเลย นี่ถ้าทำแบบลาวทุกวันนี้ผมว่าโควิดเอาตายแน่ ที่โต๊ะอาหารจีนถ้ามีเพียงท่านประธานคนเดียวก็พอจะชนแก้วได้อย่างมีทรงอยู่ได้หรอก แต่หนักๆ เข้า ก็จะมีรองประธานและเจ้าภาพสำคัญมากจนถึงสำคัญน้อย ลุกขึ้นทำแบบเดียวเลยทำให้แขกเหรื่อ ซึ่งอาจมีทั้งพวกคออ่อนคอแข็งไม่เท่ากัน ดำรงทรงตัวเองอยู่บ้างไม่อยู่บ้าง ตัวตนที่แท้จริงก็เลยต้องมาเปิดเผยด้วยกลเม็ด “กันเป่ย” อันแยบยลนี้เสียทุกแขกไป แล้วอีกอย่างที่หลายคนอาจไม่ทราบ คือ ผู้หญิงจีนเห็นมานั่งร่วมโต๊ะเราอยู่คิดว่าจะสบายๆ หมูๆ ชนแก้วเท่าไหร่ก็ได้นะครับ ผู้หญิงจีนทุกคนดื่มเก่งเท่าๆ กับบุรุษ และอาจทำให้แขกผู้มาเยือนเสียทรงเอาได้ง่ายๆ นะครับ ธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมเดินรินชนแก้วแบบจีนนี้ ผมมานั่งคิดดูแล้ว ถือว่าเป็นการสร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมกับทุกคนมาก เพราะทุกคนดื่มเท่าๆ กัน การจะเป็นมิตรแท้นั้น จีนถือว่าต้องเปลือยทุกสิ่งทุกอย่างออกมาก่อน รู้เช่นเห็นชาติว่าถึงตัวตนและนิสัยที่แท้จริง แต่ถ้าเป็นแบบบ้านเรา อาจไม่ประสบผลตามที่ปรารถนา เพราะไม่มีประเพณีชนแก้วแบบเป็นล่ำเป็นสันเหมือนเขา อาจมีบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตรวจสอบซีเรียสอะไร เลยทำให้มีบางคนนั่งดื่มด้วยกันทั้งครึ่งคืนค่อนคืน แต่กลับรักษาทรงได้อย่างน่าฉงน ทั้งนี้เพราะไม่ค่อยจะยกแก้วดื่มเลย เหล้าไม่เคยพร่องแก้ว ผมเขียนเรื่องชนแก้วมาเพราะมีประสบการณ์มาพอประมาณ แต่เดี๋ยวนี้ล้างมือในอ่างไปเกือบหมดแล้วครับ
เครดิตภาพ: CAEXPO
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี