ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (2)  ‘ปรับตัว’ทั้งรอดวิกฤต-เพิ่มโอกาส

ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (2) ‘ปรับตัว’ทั้งรอดวิกฤต-เพิ่มโอกาส

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยังคงอยู่ที่งานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้วกล่าวถึงสารพัดความท้าทายของภาคเกษตรไทย ส่วนในตอนนี้ จะมีตัวอย่างของคนภาคเกษตรที่ปรับตัวใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่า แม้กระทั่งสามารถตั้งเป้าหมายรุกตลาดต่างประเทศได้

ผกากาญจน์ ภู่พุดตาล กรรมการ บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด เล่าว่า เป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นชาวนา และได้เห็นกระทั่งรุ่นปู่ย่าตายายเลี้ยงควายที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นคือการทำเกษตรโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ปลูกข้าวก็ปลูกเพื่อขายโรงสีอย่างเดียว ไม่มีการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ไม่เคยขายระหว่างชุมชน แม้แต่การสีข้าวเก็บไว้รับประทานเองก็ไม่อยู่ในความคิดมาก่อน


“เรามาคิดว่าต่อไปพ่อแม่จะอยู่อย่างไร เพราะภาคเกษตรมีแต่ผู้สูงวัย ก็เลยกลับมาเริ่มต้นทำธุรกิจข้าว มองสิ่งที่อยู่ในบ้านเราก่อนว่าแถวบ้านเราเขาปลูกอะไร แล้วของเราเป็นตัวหลักคือข้าวก็ใช้วิธีตรงนี้ทำการเกษตร แต่ทำเกษตรของเราคือเราเป็นเกษตรกร เป็นคนที่พ่อแม่ส่งมาเรียนแล้วมีความรู้ เราไปที่เว็บไซต์ของกรมการข้าว แล้วเดินเข้าไปในห้างว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการอะไรที่เป็นตัวการันตีเรา” ผกากาญจน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อรู้ว่าการผลิตสินค้าสำหรับจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าจำเป็นต้องได้มาตรฐาน ก็เริ่มดำเนินการปรับปรุงการผลิตเพื่อให้ได้รับการรับรอง เช่น มาตรฐานหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(GAP) โดยหาความรู้ผ่านทางสำนักงานเกษตรอำเภอขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เริ่มหาความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ เช่น การสร้างคุณค่าเชิงเรื่องราว (Story Telling) ซึ่งประเทศญี่ปุ่นและจีนมีองค์ความรู้ด้านนี้ พร้อมไปกับการผลักดันให้พ่อแม่หันมาทำเกษตรอินทรีย์

จากการเริ่มต้นที่บ้าน ผกากาญจน์ เริ่มหาแนวร่วมเป็นเครือข่าย เช่น โรงสีชุมชน กลุ่มเพื่อนเกษตรอัจฉริยะรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) รวบรวมผลผลิตบรรจุและกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ “สิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างตัวตนให้น่าเชื่อถือและผู้พบเห็นรู้สึกประทับใจ” อีกทั้งต้องทำให้แบรนด์ติดอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาในทุกๆ เว็บไซต์ ซึ่งต้องยอมรับว่าหากย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน การแข่งขันด้านสินค้าเกษตรบนพื้นที่ออนไลน์ยังไม่สูงมากเท่าปัจจุบัน

“ถามว่าเราจะอยู่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันด้วยการตัดราคาเป็นอันดับหนึ่งเลยในภาคเกษตร เข้ามาถึงคุณถูกตัดราคาเลย อันที่สองเมื่อเราต้องยกระดับผลผลิต เพราะคนที่เข้ามาตัดราคาเราคือคนที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่มีคุณภาพ แล้วอาศัยขายเพื่อยั่วใจกับเกษตรกรหรือผู้บริโภคที่เขาต้องการซื้อแต่ของถูกอย่างเดียว เราก็ยกระดับตัวเราขึ้นมา” ผกากาญจน์ ระบุ

ผลที่ได้จากการปรับตัวต้องบอกว่า “คุ้มค่า” เห็นได้จากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 แทบไม่มีผลกระทบ ตรงกันข้ามต้องบอกว่า “วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาส” เพราะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรก ยอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านั้นถึงร้อยละ 30 ซึ่งหลักๆ มาจากช่องทางออนไลน์เพราะคนไม่ค่อยออกจากบ้าน และต่อมาเมื่อเริ่มมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์ พบว่าคนเริ่มกลับไปเดินห้างฯ มากขึ้น ผลจากการทำการตลาดออนไลน์ก็ยังช่วยให้ยอดขายสินค้าในห้างฯ เพิ่มขึ้นด้วย

แม้กระทั่งปัญหาจากสภาพอากาศ เช่น ปัจจุบันที่บ้านเจอน้ำท่วมไม่สามารถปลูกข้าวหรือแม้แต่ผักได้ แต่ด้วยความที่เคยไปร่วมสัมมนาหลายงาน ทำให้มีเครือข่ายเกษตรกรอยู่ในหลายจังหวัด จึงใช้วิธีพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อจัดหาผลผลิตมาขายได้ “เครือข่ายมีความสำคัญเพราะเกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว” ซึ่งเกษตรกรต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ยกระดับขึ้นมา

ด้าน สมิต ทวีเลิศนิธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด กล่าวว่า นิธิฟู้ดส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งธุรกิจในรุ่นพ่อแม่นั้นเป็นการทำลำไยอบแห้ง และรับหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มากระจายสู่ตลาด โดยการทำลำไยอบแห้งนั้นเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในสมัยนั้นเพราะสามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ก็สังเกตเห็นว่า ใน 1 ปี จะมีการอบลำไยเพียง 1 เดือนเท่านั้น ส่วนอีก 11 เดือนเตาจะว่าง จึงเริ่มนำสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น กระเทียม พริกไทย มาแปรรูปด้วยการอบแห้งบ้าง ก็พบว่าสามารถขายสินค้าตามความต้องการที่ซับซ้อนสูงขึ้น

จากประสบการณ์ 12 ปีในการเข้ามาช่วยงานในบริษัท พบว่า “นับวันสินค้าเกษตรพื้นฐานจะแข่งขันได้น้อยลงเรื่อยๆ การเพิ่มมูลค่าจึงสำคัญมาก” เช่น เครื่องเทศนำไปทำเครื่องปรุงรสพร้อมใช้ อาทิ ผงปรุงรสรสต้มยำ รสลาบ รสแกงเขียวหวานฯลฯ เริ่มทำแบรนด์เล็กๆ เริ่มมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ในบริษัทก็จะเริ่มมีวิศวกร มีนักวิทยาศาสตร์อาหาร

“ในช่วงค่าแรง 300 บาท เราเริ่มตกใจเลยว่า ถ้าโรงงานเรามีคนแล้วต้องใช้แรงงานเข้มข้น เป็นภาคเกษตรแล้วค่าแรงมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าแรงเราสมมุติจาก 15% เป็น 30% เราอาจจะแข่งขันไม่ได้เลย เผอิญเครื่องเทศเป็นสัดส่วนแรงงานต่อสินค้ามันยังไม่เยอะมาก ก็คิดว่ายังพออยู่ได้ แต่เรากลัวว่าถ้าใช้แรงงานเข้มข้นแล้วเจอสภาพนี้อีกเราคงไปไม่ไหว ผมก็พยายามใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ องค์กรต่างชาติเขาไม่ได้พึ่งพิงแรงงานเข้มข้น เขาใช้ฐานความรู้ ฐานความคิดสร้างสรรค์” สมิต กล่าว

เมื่อองค์กรมีองค์ความรู้และทีมวิจัยมากขึ้น ประกอบกับพบว่า “ปัจจุบันผู้คนมีแนวโน้มสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น หนึ่งในแนวทางเหล่านั้นคือการลดการบริโภคเนื้อสัตว์” ไปจนถึงการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ (มังสวิรัติ-Vegan) แต่วิถีมังสวิรัติแบบเดิมนั้นยุ่งยากมาก จึงเกิดคำถามว่า “มังสวิรัติกับความสุขในการรับประทานอาหารจะไปด้วยกันได้หรือไม่?” จนได้รับรู้เรื่องของ “เนื้อสัตว์จากพืช (Plant Base)” ที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ

ซึ่งเนื้อสัตว์จากพืชนั้นมีรสชาติและหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ จึงชวนทีมวิจัยในบริษัทมาทดลองทำดู ด้วยเชื่อว่าหากผลิตในประเทศไทยได้ ราคาย่อมถูกกว่านำเข้าจากต่างประเทศซึ่งการลดการรับประทานเนื้อสัตว์นอกจากจะดีต่อสุขภาพ โดยมีผลการศึกษาที่พบอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคมะเร็งกับโรคหัวใจ สัมพันธ์กับการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการเลี้ยงปศุสัตว์ด้วย

“ที่ จ.เชียงใหม่ เรามีเรื่องของฝุ่นควัน เดือนธันวาคมถึงมีนาคมทุกปี ประมาณ 8-9 ปีที่ผ่านมา เรามีฝุ่นควัน PM2.5 400 กว่าซึ่งมันเยอะมาก ทุกคนสูดหายใจอากาศเดียวกันที่ จ.เชียงใหม่ เราพบว่าส่วนหนึ่งมันเกิดจากเกษตรกรเผาพื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ ส่งผลต่อมลภาวะทางอากาศ แล้วเราก็ยังบอกคนในเมืองว่าเกษตรกรห้ามเผาสิ แต่คนในมืองเราก็ยังบริโภคเนื้อสัตว์เยอะซึ่งก็เป็น Demand (ความต้องการ) ของอาหารสัตว์ เราจะให้เขาเปลี่ยนไปแล้วทางเลือกที่เป็น Demand มันไม่มีก็รู้สึกว่ามันยาก และทาง Demand ก็แพงด้วย ฉะนั้นถ้าเราวิจัยและผลิตได้ด้วยในประเทศไทย ทำสิ่งที่คนไทยอยากกินในราคาไม่แพงมาก จะเกิดอะไรขึ้น” สมิต ระบุ

ปัจจุบัน Plant Base ที่บริษัททำนั้น เป็นการทำเนื้อสัตว์จากพืชที่ผสมโปรตีน ตามกระแสลดคาร์โบไฮเดรตแต่ต้องการโปรตีนเพราะกลัวอ้วน ผลที่ทำได้คือเนื้อสัตว์จากพืชนั้นแคลอรี่และไขมันน้อยกว่าเนื้อหมูบด ในขณะที่โปรตีนมีปริมาณใกล้เคียงกัน ส่วนธาตุเหล็กและแคลเซียมนั้นสูงกว่าเนื้อหมูบด นวัตกรรมทำให้เห็นว่าโปรตีนไม่จำเป็นต้องมาจากเนื้อ นมและไข่เท่านั้น

ส่วนการสร้างแบรนด์นั้นต้องขอบคุณ SPACE F โครงการโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับบริษัทไทยยูเนี่ยน และมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2562 ส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านธุรกิจอาหาร ได้ตั้งแบรนด์เนื้อสัตว์จากพืชที่ผลิตว่า Let’s Plant Meat ซึ่งที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเพราะอยากเห็นสินค้าไปจำหน่ายทั่วโลก และระยะหลังๆ ก็ผลิตออกมาให้หลากหลายขึ้น เช่น ลูกชิ้น ทงคัตสึ ปัจจุบันส่งออกไปแล้วประมาณ 3-4 ประเทศ

สมิต ทิ้งท้ายถึงคนในภาคเกษตรว่า “ให้ความสำคัญกับการบันทึก” โดยเทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่จะมีการทำบันทึกสะสมไว้เมื่อมีการขอตรวจสอบมาตรฐาน ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ของเกษตรกรในภาพรวม เพราะการส่งออกผลผลิต การที่มีเกษตรกรบางรายผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ผลเสียก็จะตกอยู่กับเกษตรกรทั้งหมดที่พลอยไม่ได้รับความเชื่อมั่นไปด้วย จึงอยากให้บันทึก เช่น ใช้สารกำจัดศัตรูพืชวันไหน ปริมาณเท่าไร บันทึกการเพาะปลูกเข้า-ออกวันไหน ต้นทุน-กำไรเป็นอย่างไร เป็นต้น

“ผมพูดเรื่องเกษตรบันทึก พืชเรามีเป็นพันอย่าง จะให้เกษตรกรมานั่งบันทึกเองว่าจะต้องกรอกอะไรบ้าง มันเป็นเรื่องยากมาก ถ้าสถาบันการศึกษาสามารถช่วยทำเป็นแบบ PDF ให้ดาวน์โหลด ปรินท์ออกมาแล้วเข้าไปจดเอา เพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนต้องไปสร้างล้อกันเองใหม่ ผมว่าเรามีความรู้ความเข้าใจ เพราะจะให้ทุกคนไปนั่ง บอกว่าปลูกกระเจี๊ยบเขียวต้องบันทึกอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง ผมเห็นเรื่องของเกษตรอาสาหลายอย่าง ผมว่าเรื่องนี้สามารถใช้การ Distribute Form (จำหน่ายแบบฟอร์ม) ผ่านออนไลน์ได้เลย แล้วเข้าไปคุยไปทำตรงนี้”สมิต กล่าวในที่สุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top