ลุยแก้ฉ้อโกงออนไลน์
รัฐบาลจ่อดันออกพรก.
สกัดบัญชีม้า-อายัดเงิน
ให้ได้รวดเร็ว/โทษหนัก
รัฐบาล จ่อออกพ.ร.ก.แก้ปัญหาฉ้อโกงออนไลน์ ตัดช่องทางเปิดบัญชีม้า-อายัดเงินให้ได้รวดเร็ว เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมครม.สัปดาห์หน้า หลังพบคดีไซเบอร์พุ่ง 1 แสนคดี มูลค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านเร่งช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุด-เอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ
เช้าวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อการแก้ไขปัญหาฉ้อโกงประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ถึงมาตรการป้องกัน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ซึ่งมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงานเข้าร่วมประชุมหารือด้วย
ทั้งนี้ นายชัยวุฒิให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมว่าเรื่องแรกที่จะเสนอที่ต้องกวดขันเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดี ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีการแจ้งความประมาณ 1 แสนคดีความเสียหายประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่รวบรวมคดีและพยานหลักฐานรวมไปถึงช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุดในการเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ส่วนมาตรการป้องกันการโอนเงินให้แก่ผู้ร้าย ผ่านบัญชีที่ไปซื้อมาทำให้ดำเนินคดียาก เรื่องนี้ต้องกำหนดมาตรการร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อมีระบบป้องกันการโอนเงินจำนวนมากหรือการโอนไปยังต่างประเทศที่มีลักษณะผิดปกติจะช่วยรักษาเงินในประเทศได้ ไม่ให้ประชาชนถูกหลอก สุดท้ายต้องมีมาตรการป้องกันด้วยการเตือนประชาชนผ่านระบบต่างๆ
ต่อมา เวลา 11.30 น.นายชัยวุฒิ แถลงผลการประชุมการแก้ไขปัญหาฉ้อโกงออนไลน์ว่า ปัญหาฉ้อโกงออนไลน์ มีหลายประเภท ทั้งคอลเซ็นต์เตอร์,หลอกลงทุน,หลอกซื้อของ รวมถึงการพนันออนไลน์ บัญชีม้าซึ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันมาก ซึ่งรัฐบาลโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชนซึ่งในที่ประชุมมีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือกัน
นายชัยวุฒิ กล่าวว่าสำหรับเรื่องบัญชีม้านั้น เราต้องหยุดให้ได้ หากพบพฤติกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติก็ต้องปิดและบล็อกให้ได้ รวมถึงต้องอายัดบัญชีให้ได้รวดเร็ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าจะต้องมีการแก้กฎหมาย โดยจะออกเป็นพระราชกำหนด(พรก.) เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งจะสามารถเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ตนต้องสรุปรายละเอียดทั้งหมดเพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุม ครม.โดยจะมีการเขียนกฎหมายให้ชัดเจนว่า การรับจ้างเปิดบัญชีม้าทำไม่ได้ ถือว่ามีความผิดและต้องมีบทลงโทษโดย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) จะเข้ามาดูเรื่องนี้ เพื่อตัดกระบวนการบัญชีมาให้ได้ ถ้าไม่มีบัญชีม้า คนร้ายก็จะไม่มีบัญชีที่จะใช้โอนเงิน ประชาชนก็จะไม่ถูกหลอก
นอกจากนี้ มีการพูดถึง ความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานให้มากยิ่งขึ้น เพราะมีข่าวดีจำนวนมากโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่ามีคดีแจ้งความเรื่องฉ้อโกงออนไลน์ถึง 1 แสนกว่าคดี มีมูลค่าความเสียหายกว่า2หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีการดูแลเรื่องการประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้กับประชาชน เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวงได้ง่าย ซึ่งรัฐบาลจะรับไปดูแล แจ้งเตือนผ่านช่องทางต่างๆเช่น อาจจะใช้แอพพลิเคชั่น‘เป๋าตัง’เป็นช่องทางในการให้ข้อมูล
ขณะเดียวกัน ธนาคารทุกแห่ง ก็ต้องไปปรับปรุงระบบโมบายแบงค์กิ้งให้มีการแจ้งเตือนก่อนโอนเงิน ตรวจสอบการโอนเงินผิดปกติ หรือ การถูกรีโมทแอพพลิเคชั่นเข้ามาในเครื่องมือถือของเรา เพื่อดูดข้อมูลหรือดูดเงินเราไป ตรงนี้ธนาคารจะต้องไปปรับปรุงระบบให้ได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าใช้ระบบของธนาคารจึงต้องมีระบบป้องกันที่ดี
นายชัยวุฒิกล่าวว่าสำหรับประเด็น การนำซิมมือถือไปใช้กันในหลายรูปแบบเช่นบัญชีม้านำไปใช้เพราะยืนยันตัวตนไม่ได้ ที่ผ่านมามีการนำซิมไปขายต่อกันเป็นพันๆ เบอร์ จนเป็นช่องทางนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง จึงมีการหารือให้ กสทช. เข้ามาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะการควบคุมซิมที่ใช้ต่อคน ต้องไม่เกิน 5 ซิม
พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องบัญชีม้าโดยปกติทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ก็ดำเนินการได้ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เพียงแต่ขณะนี้กฎหมายยังไม่ครอบคลุมในทุกอย่าง ที่ประชุมในวันเดียวกันนี้จึงเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนด เพื่อความรวดเร็ว และให้เสร็จทันภายในรัฐบาลชุดนี้ ตอนนี้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ที่สำคัญตอนนี้ตัวการใหญ่อยู่ต่างประเทศ ทำให้การทำงานเป็นไปได้ยาก สำหรับในประเทศไทย ตนเชื่อว่า จากการทำงานร่วมกันทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการออกพรก.จะสามารถทำให้เรื่องนี้คลี่คลายได้
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่าทางกสทช.จะเข้มงวดให้มากขึ้น คนที่มีซิม เป็นจำนวนมาก จะต้องมาชี้แจงให้ได้ว่ามีไว้เพื่ออะไร โดยกสทช. จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เราจะไปบังคับว่า หนึ่งคน มี 5ซิม คงไม่ได้ เพราะอาจถือเป็นการริดรอนสิทธิ์ประชาชนจึงต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ไปให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบ
กรณีที่มีการส่งเอสเอ็มเอสหลอกลวงนั้น เรื่องนี้ได้ให้โอปะเรเตอร์ของผู้ประกอบการที่ ดำเนินการเรื่องเอสเอ็มเอสต่างๆเป็นฝ่ายตรวจสอบเช่นหากจะมีคนมาจดทะเบียนใหม่มาซื้อแล้วจะส่ง เอสเอ็มเอสก็ต้องมาขึ้นทะเบียนกับ กสทช.ก่อนว่ามีแบล็คลิสต์อยู่หรือไม่ เพราะ มักจะมีคนแฝงตัวเข้าไปอยู่ โดยอ้างว่าเป็นองค์กรนั้นองค์กรนี้ ถือเป็นการดับเบิ้ลเช็คก่อน ก่อนจะเข้าไปประกอบการ จากการตรวจสอบของโอปะเรเตอร์พบว่าเอสเอ็มเอสมีจำนวนลดลงมาก ลดลงถึง 7 หมื่นกว่ารายการ
น.ส. รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)กล่าวถึงปัญหาการหลอกลงทุนออนไลน์ว่า กลต.ไม่ได้นิ่งนอนใจได้รับความร่วมมืออย่างดีจากดีอีเอสและกลต.ได้ใช้นโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและให้ความรู้ประชาชนซึ่งความจริงก่อนลงทุน ประชาชนต้องตรวจสอบก่อนว่าสินค้า หรือ โปรดัคทางการเงิน เป็นในรูปของหลักทรัพย์ปกติ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งได้มีการตรวจสอบ เมื่อพบว่ามีการหลอกลวง เราก็รีบแจ้งไปยังดีอีเอสทันที มีหลักฐานต่างๆก็ให้ดีอีเอสไปสิ่งที่สำคัญที่เรา คิดเสมอ คือ ต้องป้องปราม และดำเนินการอย่างรวดเร็ว
ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)กล่าวว่าคดีที่ดีเอสไอรับผิดชอบคือเรื่อง การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เราจะดำเนินคดีทั้งทางอาญาและที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพราะจุดมุ่งหมายของผู้หลอกลวงคือต้องการเงินสิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องไม่ให้เขานำเงินออกไปได้ การทำงานจะร่วมกับปปง.ในการดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเอาเงินคืนมาให้กับผู้เสียหาย
นายวรุณ กาญจนภู รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเหตุ เราได้ให้ความร่วมมือที่ดีกับทางหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน มีการให้ความเห็นแก่หน่วยงานต่างๆตั้งแต่มีการเปิดบัญชีม้า ไปจนถึงการอายัดบัญชี จากการทำงานร่วมกันกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เราสามารถอายัดเร่งด่วนและต้องใกล้ชิดกับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยโดยจะมีสำนักงาน ปปง.เข้ามาร่วมด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี