วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
นายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างประกอบด้วย จ.อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ว่า ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางไม่มากนัก โดยเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่งในพื้นที่ คือเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ 956 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 14 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ 133 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ ส่วนเขื่อนขนาดกลางในพื้นที่มี 8 แห่ง น้ำต้นทุนใช้การได้รวม 51 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำใช้การ ซึ่งถืออยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย มีการปรับแผนบริหารจัดการน้ำตามกฎกำหนดระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผู้ใช้น้ำกับความมั่นคงด้านน้ำ มั่นใจว่าจะมีน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันสามารถลดความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตรให้เหลือน้อยที่สุด
อย่างไรก็ดี คาดว่าหลังจากเดือนกรกฎาคม 2566 ปริมาณน้ำจะไหลเข้าเขื่อนมากขึ้นและมีพายุโซนร้อนพาดผ่านประเทศไทยช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2566 ซึ่งได้เตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน โดยกำหนดจุดเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำ 82 จุด พร้อมแนวทางป้องกันและบรรเทาภัยและจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 106 เครื่อง รถสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด รถแทรกเตอร์รถบรรทุกน้ำ และเครื่องมืออื่นๆ รวมกว่า 270 รายการ ประจำการโครงการชลประทานทั้ง 4 จังหวัด และส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 2 (พิษณุโลก) สามารถขนย้ายเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดเหตุได้ภายใน 24 ชั่วโมง
สำหรับการทำการเกษตรฤดูฝน คาดว่าจะสามารถทำได้เต็มพื้นที่ประมาณ 1.8 ล้านไร่ โดยเฉพาะการทำนาปี ขณะนี้ปลูกแล้วประมาณ 1.1 ล้านไร่ โดยให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำชลประทานจะช่วยเสริมในช่วงที่ฝนตกน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบสถานการณ์น้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การจัดรอบเวรส่งน้ำให้พืชผลทางการเกษตร และอาจจะลดพื้นที่เพาะปลูกในบางพื้นที่
นายชลเทพ ทาตรี ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน กล่าวถึงแผนการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 2566 ในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าว ว่าได้วางแผนจัดสรรน้ำไว้ทั้งสิ้นประมาณ 1,000 ล้านลบ.ม.โดยจัดสรรให้พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานทั้ง 1.8 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปี พืชไร่ พืชผัก อ้อย ไม้ผล ไม้ยืนต้น บ่อปลา และอื่นๆ
“ที่ผ่านมาพื้นที่สำนักชลประทานที่ 3 รับผิดชอบ เคยประสบปัญหาจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่ก็สามารถรอดพ้นภัยมาได้
เนื่องจากประชาชนให้ความร่วมมือยอมรับกฎกติกาการใช้น้ำ ประกอบกับได้มีการบูรณาการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน” ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี