ครม.เห็นชอบ ตร.ชงเพิ่มวิธีตรวจแอลกอฮอล์‘เมาแล้วขับ’ เพิ่มหนักขึ้น‘ตรวจฉี่-ของเสียร่างกาย’

ครม.เห็นชอบ ตร.ชงเพิ่มวิธีตรวจแอลกอฮอล์‘เมาแล้วขับ’ เพิ่มหนักขึ้น‘ตรวจฉี่-ของเสียร่างกาย’

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 15.15 น.

ครม.เห็นชอบ ตร.ชงเพิ่มวิธีตรวจแอลกอฮอล์‘เมาแล้วขับ’ จากเป่า-ตรวจเลือด เพิ่มหนักขึ้น‘ตรวจฉี่-ของเสียร่างกาย’

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 30 มกราคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เสนอครม.เพื่อให้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 5 วรรค 1 และมาตรา 142


สาระสำคัญคืออุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มสุราและขับขี่รถ เดิมการตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องใช้วิธีการเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ แต่หากต้องมีการตรวจเลือดต้องให้ผู้ขับขี่ให้การยินยอม โดยร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวจึงได้เปลี่ยนหลักการใหม่ ที่มีการสอบถามหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงยุติธรรม  กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม ได้เปลี่ยนวิธีการตรวจวัดจากลมหายใจโดยวิธีการเป่า และตรวจเลือดที่ต้องได้รับการยินยอม โดยเพิ่มวิธีการตรวจวัดของเสียจากร่างกาย เช่น ปัสสาวะ

ทั้งนี้ กรณีที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีพฤติการณ์ที่เชื่อว่าผู้ขับขี่อาจจะเมาสุราและไม่ให้ความยินยอมที่จะตรวจ ซึ่งพนักงานไม่มีอำนาจในการตรวจวัดแอลกอฮอล์ เนื่องจากต้องได้รับความยินยอม จึงเข้าข้อสันนิษฐานที่พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินคดี โดยพนักงานสอบสวนจะต้องรีบส่งผู้ขับขี่ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจพิสูจน์แอลกอฮอล์ในร่างกายภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากได้รับแจ้งเหตุ

ส่วนปริมาณแอลกอฮอล์ที่ถือว่ามีความผิดยังคงเดิมคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดย ครม.เห็นชอบ และจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีการตรวจสอบต่อไป

-005

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top