วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569
"บิ๊กโจ๊ก"ส่งทนายยื่น"ประธานรัฐสภา" พิจารณาส่งเรื่องให้"ศาลฎีกา"ตั้ง"กก.อิสระ"ตรวจสอบ"ตำรวจ-ป.ป.ช."ใช้อำนาจขัดรธน. สอบคดีสินบนทองคำ
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.) เข้ายื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ในฐานะรักษาการประธานรัฐสภา เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลฏีกา เพื่อตั้งกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ไต่สวนตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ
จากนั้น นายสัญญาภัชระ แถลงว่า ตามกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวน ที่ตรวจสอบคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมถึงกรณีที่จะส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.รับเรื่องไว้ตรวจสอบนั้น ส่อว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมายและส่อว่ากระทำการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะข้อกล่าวหาดำเนินคดีเกี่ยวกับ ป.ป.ช.นั้น ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจตรวจสอบตนเอง ส่วนรายละเอียดที่เกิดขึ้นนั้นถูกมองว่าเข้าหลักเกณฑ์ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากรณีกล่าวหาเรื่องกรรมการ ป.ป.ช.ร่ำรวยผิดปกติ มีช่องทางดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.คือส่งให้ประธานรัฐสภา หรือให้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 5 หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งร่วมลงรายชื่อร่วมกัน 20,000 คน เพื่อเสนอให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบและเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งไต่สวนคณะกรรมการอิสระและหากมีมูลส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด
เมื่อถามถึงกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่มีคดีเรื่องให้สินบนทองคำ มีคลิปและหลักฐานปรากฎ ประเมินหรือไม่ว่าจะหักล้างของ สว.ที่จะส่งเรื่องให้ตั้งกรรมการอิสระ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า การจะเข้าสู่ขั้นตอนที่จะยื่นต่อประธานวุฒสภา ต้องดูในรายละเอียดและหลักฐานต่างๆ ถ้าเห็นว่ามีข้อเท็จจริงต่างๆ และสอดคล้องกับมาตรา 49 วรรคสอง จะมองว่าเป็นเรื่องทำในลักษณะตัวการ ผู้ใช้ผู้สนับสนุน เหมือนกับคดีที่ต้องไปด้วยกันไม่สามารถแยกการพิจารณาได้ในเมื่อกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นต้องไปในช่องทางที่กำหนดไว้ เพราะมีการตรวจสอบที่เข้มข้นดังนั้นไม่ต้องกังวลการตรวจสอบที่เข้มข้นของกรรมการอิสระที่ประธานศาลฏีกาตั้งขึ้นมาจากคนที่มีความเป็นกลางทางการเมืองที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ดังนั้น ไม่ต้องกังวลว่าใครผิดใครถูก หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้มั่นใจว่าได้รับความเป็นธรรมแน่นอน แต่สิ่งที่ตนพูดคือ กระบวนการเริ่มต้นต่างๆ ผิดทั้งหมด และเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเรื่องนี้ที่ถูกกล่าววหา จำนวน 6 คน หนึ่งในนั้นคือกรรมการ ป.ป.ช.ส่วนจะผิดหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่วิธีการตรวจสอบทางกฎหมายชัดเจนว่าต้องมาใช้ช่องทางนี้
“ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน ส่วนการดำเนินการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจตรวจสอบตัวเอง เมื่อไม่มีอำนาจ ต้องเข้ามาสู่กกระบวนการนี้ ดังนั้นการสอบสวนต่างๆ ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ สิ่งที่ดำเนินการนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่ทำมานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ” นายสัญญาภัชระ กล่าว
เมื่อถามว่า ตอนนี้ภาพจำของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่มีความน่าเชื่อถือเหลืออยู่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ภาพจำและข้อกฎหมายต่างกัน ตนมาพูดในเรื่องกฎหมาย ดังนั้นในเรื่องภาพจำขอให้เป็นเรื่องการพิสูจน์พยานหลักฐาน การตัดสินไม่สามารถตัดสินสิ่งนี้ได้ ต้องดูพยานหลักฐานว่ารับฟังได้ขนาดไหน พยานมาชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดจำนวนมาก
เมื่อถามว่า การยื่นให้ สว.ตรวจสอบตั้งกรรมการอิสระไม่ใช่เป็นการแก้เกี้ยวใช่หรือไม่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็น ที่ต้องแก้เกี้ยวเพราะการดำเนินการขององค์กรอิสระไม่ได้ทำให้คดีต้องล้มไป แต่ต้องให้เริ่มต้นกระบวนการอย่างถูกต้องดีเสียกว่าที่ทำไปอย่างไม่ถูกต้องแล้วจบไม่ได้ และไปฟาวล์ในภายหลัง ขณะที่การดำเนินการกับ กรรมการ ป.ป.ช.มีกฎหมายที่บัญญัติสำหรับการดำเนินคดีโดยเฉพาะ
เมื่อถามว่า การใช้กระบวนการกฎหมายตอนนี้ ถูกมองว่าเพื่อประวิงเวลาเปิดโอกาสให้ต่อรองคดีเกิดขึ้นได้ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า “ไม่ ไม่เลย เพราะช่วงที่รับทราบข้อกล่าวหาขณะนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทราบเฉพาะที่ถูกกล่าวหาไม่รู้ว่า กรรมการ ป.ป.ช.เข้ามาเกี่ยวข้องส่วนใด ทั้งนี้ ในทุกขั้นตอนต้องทำให้ถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมอย่างไรก็ดีผมไม่เห็นความเชื่อมโยงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับกรรมการ ป.ป.ช.ในเรื่องที่ถูกตรวจสอบ อย่างไรก็ดีไม่ได้เป็นการถ่วงเวลา แต่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณแล้วว่าไม่ถูกต้องขั้นตอน จึงต้องทำให้ถูกช่องทางแต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผมแพ้หรือชนะคดี ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องถ่วงเวลา”
เมื่อถามว่า เหตุใดเรื่องใหญ่เช่นนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เพราะไม่ต้องการให้เกิดการตอบโต้กันไปมา ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเป็นการชี้นำ ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหนีไปต่างประเทศแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตนเข้าพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทุกวันเพื่อพูดคุยทั้งเรื่องคดีและกรณีอื่นๆ ที่เป็นส่วนที่ต้องรับทราบและหลังจากนี้ตนเองจะเข้าไปพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เช่นกัน
เมื่อถามถึงกรณีการดำเนินการกับ นายสุรสิทธิ์ แพเกิด พยานในคดีติดสินบนทองคำ ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ก้าวล่วง เพราะไม่ได้เป็นทนายความของนายสุรสิทธิ์ แต่การดำเนินการหากไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ถือว่าไม่ชอบ
“ผมมายื่นเพราะพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตามกฎหมายและขัดกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะที่การดำเนินการของ ป.ป.ช.ก็ไม่มีอำนาจเช่นกัน ดังนั้น การทำที่ผ่านมาของพนักงานสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” นายสัญญาภัชระ กล่าว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี