‘เบน สมิธ’ซุกดูไบ  หนีข้อหา‘ฉ้อโกง’  ประสานตร.สากล  ออกหมายแดงล่า

‘เบน สมิธ’ซุกดูไบ หนีข้อหา‘ฉ้อโกง’ ประสานตร.สากล ออกหมายแดงล่า

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตร.ประสานอินเตอร์โพล ออกหมายแดง ล่าตัว “เบน สมิธ”กับ ภรรยา กลับมาดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง-ฟอกเงิน พบข้อมูลหนีไปดูไบ ก่อนเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญา ออกหมายจับนายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และน.ส.แคทรียา บีเวอร์อายุ 40 ปี ภรรยา โดยตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงินพร้อมกันนั้นได้นำหมายศาล เข้าตรวจค้น 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ ในคดี ว่าภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นเป้าหมายดังกล่าว ได้ตรวจยึดหลักฐานต่างๆ ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารต่างๆ เช่น งบการเงิน รายจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวมทั้งเชิญพยานในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 6คน มาสอบปากคำเพิ่มเติม


ด้าน พ.ต.ท.อาธิรัตน์ ทิพเจริญ สว.กก.3บก.ป.เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำพยานที่เป็นเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ระบุว่ารู้จักกับนายเบน สมิธในช่วงปี2559 ซึ่งได้ทำธุรกิจหุ้นพลังงานร่วมกัน โดยนายเบน สมิธได้ชักชวนให้ร่วมลงทุนและใช้งานให้ทำอะไรบางอย่าง และบอกอีกว่าต้องไปประสานงานกับใคร ซึ่งคำให้การสอดคล้องกับหลักฐานที่ตำรวจได้ตรวจพบ

นอกจากนี้ยังพบเส้นทางการเงินบางส่วนของพยานทั้ง 6 คน ที่โอนไปให้ผู้ต้องหา แต่อ้างว่าเป็นการทำธุรกิจจึงต้องโอนเงินให้กัน ซึ่งทางตำรวจยังไม่ได้ปักใจเชื่อ ส่วนพฤติการณ์ของนายเบน สมิธ ส่วนใหญ่จะใช้บัญชีธนาคารของภรรยาเป็นคนทำธุรกรรมทั้งหมด ทั้งการโอนเงิน หรือการทำสัญญาต่างๆ รวมถึงการครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทย แต่การไปเจรจากับผู้ใหญ่ หรือการไปพูดคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ภรรยานั้นไม่เคยไปสักครั้ง

พ.ต.ท.อาธิรัตน์ เปิดเผยด้วยว่า พยานทั้ง 6 คน ที่เชิญมาให้ข้อมูลในวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ให้การเป็นประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวน และยังไม่พบความเชื่อมโยงให้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหาในคดี จึงยังไม่ได้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหากับทั้ง 6 คน โดยหลังจากนี้อาจจะกันตัวไว้เป็นพยาน อย่างไรก็ตาม หากพบความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาหรือเครือข่ายก็จะเอาผิดด้วย ซึ่งจะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไปแต่ถ้าไม่ยอมเข้ามาพบพนักงานสอบวน ก็จะพิจารณาออกหมายเรียก รวมถึงขออำนาจศาลออกหมายจับ

พ.ต.ท.อาธิรัตน์ เปิดเผยอีกว่า สำหรับนายเบน สมิธ และภรรยา ทราบว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ช่วงปี 2568 เมื่อครั้งที่มีการดำเนินคดีกับเครือข่ายนายยิมเลียก, เฉินจื้อ และก๊ก อาน โดยขณะนั้นมีข้อมูลว่านายเบน สมิธ หลบหนีไปที่ประเทศกัมพูชา แต่ขณะนี้มีข้อมูลว่าหลบหนีไปอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) หรือที่เมืองดูไบยูเออี ช่วงก่อนที่จะเกิดการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจยึดมาได้เป็นคนละส่วนที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจยึดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งทรัพย์สินส่วนนั้นได้มาในช่วงหลังจากก่อเหตุ แต่ก็มีทรัพย์สินบางอย่างที่เกี่ยวพันกับคดีหลอกลงทุนหุ้นพลังงานที่สร้างความเสียหายประมาณ 1,000ล้านบาท และขณะนี้ได้ประสานตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ขอออกหมายแดงเพื่อติดตามตัวนานยเบน สมิธมาดำเนินคดี

ขณะที่ นายวิฑูรย์ เก่งงาน และนายยศกร เหล่าโชติธนกุล ทนายความนายเบน สมิธ แถลงข่าวกรณีที่นายเบน สมิธ และภรรยา ถูกศาลอาญา ออกหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกงและฟอกเงิน ว่านายเบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจและโบรกเกอร์ ไม่ใช่สแกมเมอร์ ส่วนหมายจับเป็นเพียงคดีพิพาททางแพ่ง ผิดสัญญาซื้อขายหุ้นกัน ซึ่งความพยายามให้ออกหมายแดง ตนยังอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการประโคมข่าว นำไปสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะเป็นการแจ้งความที่มีความเสียหาย 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์ไป 10,000 กว่าล้านบาท ซึ่งไม่ได้สัดส่วน และสิ่งที่น่ากังวลคือคดีนี้มีความพยายามที่จะบิดข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ตนคงพูดรายละเอียดในคดีไม่ได้ เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ใช้ต่อสู้คดี

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า คดีดังกล่าวมีข้อพิรุธ 3 ประการ ดังนี้ ประการแรกคือยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของผู้แจ้งความ บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทอะไรในประเทศลาว และผู้มอบอำนาจคือใคร ประการที่2 เท่าที่ตนทราบในเนื้อคดีแจ้งความตั้งแต่ปี 2567 แต่หนังสือที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทประเทศลาว ไม่มีการรับรองลายมือชื่อ โดยในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจสอบสวนกลางมีการติดต่อไปยังผู้เสียหายในประเทศลาว ขอให้แจ้งความใหม่ และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 มีการรับแล้วออกเป็นเลขคดีอาญา วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569ก่อนจะมีการขออำนาจศาลอาญา ออกหมายจับ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมาก และประการที่ 3 คดีนี้มีการพูดว่าในปี 2565ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกโกง แต่ปี 2567 เพิ่งแจ้งความ อายุความในการร้องทุกข์ขาดเป็นเวลาปีกว่า แต่ตำรวจสอบสวนกลาง กลับรับแจ้งความ

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า เอกสารที่นายเบน สมิธ ชี้แจงต่อตำรวจกองบังคับการปราบปราม นับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 เรื่องที่ถูกอ้างว่าโกงการซื้อขายหุ้น ก็มีหนังสือรับรองการซื้อขายมากมาย การที่บริษัทประเทศลาว มาซื้อขายหุ้นในบริษัทประเทศไทย เรื่องดังกล่าวควรขึ้นศาลแพ่ง ไม่ใช่ศาลอาญา

“หลังจากถูกออกหมายจับ ขณะนี้นายเบน สมิธ อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักว่าจะกลับมาต่อสู้คดีหรือไม่ เพราะพยานหลักฐานได้ยื่นให้ตำรวจครบถ้วนแล้ว” นายวิฑูรย์ กล่าวและตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ระบุว่านายเบน สมิธ ไม่กล้าเสี่ยงกลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย ว่าไม่ใช่ไม่กล้า แต่กลับมาแล้วจะได้ประกันตัวหรือไม่

และไม่รู้มาตรฐานในการได้รับการประกันตัวเหมือนประเทศอื่นหรือไม่ ต่อข้อถามว่านายเบน สมิธ รู้ตัวใช่หรือไม่ว่าสุดท้ายจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดี นายวิฑูรย์ กล่าวว่า พูดตรงๆ นักธุรกิจรายใหญ่ในไทยรู้จักนักการเมืองทุกคน วันนี้นายเบน สมิธ โดนคดี วันข้างหน้าอาจจะเป็นพวกคุณก็ได้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top