สภาผู้บริโภค แนะ ขบ. ใช้เรื่องร้องเรียน ตัวชี้วัดต่อใบอนุญาตแอปเรียกรถ

สภาผู้บริโภค แนะ ขบ. ใช้เรื่องร้องเรียน ตัวชี้วัดต่อใบอนุญาตแอปเรียกรถ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.49 น.

เลขาฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค จี้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพิ่มเกณฑ์ใหม่ “เรื่องร้องเรียน” ในการพิจารณาต่อใบอนุญาตผู้ให้บริการแอปเรียกรถ สร้างทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับผู้บริโภค สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม วางกรอบทุกรายอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) กล่าวว่า ปัจจุบันบริการเรียกรถผ่านแอป (Ride-hailing) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้บริโภคส่ง “เรื่องร้องเรียน” จำนวนมากผ่านช่องทางของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสภาผู้บริโภค ดังนั้น อยากเรียกร้องให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง พิจารณากำหนดมาตรฐานใหม่ในการต่อใบอนุญาตผู้ประกอบการ โดยนำตัวชี้วัดที่เป็น “เรื่องร้องเรียน” เข้ามาเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์การพิจารณาด้วย


ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าว จะช่วยกำหนดทิศทางที่ควรจะเป็นให้กับธุรกิจแอปเรียกรถในประเทศไทย โดยสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม มีผู้ให้บริการหลายรายในตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือก ขณะเดียวกัน ทุกรายต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน

“ขอให้กรมการขนส่งทางบก นำสถิติการร้องเรียนมาใช้พิจารณาว่าควรให้ต่อใบอนุญาตหรือไม่ หากคัดกรองคนขับไม่ดี หรือปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี และแรงงานต่างด้าวมาขับ ต้องมีโทษหนักถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต เป็นมาตรฐานเดียวกับแท็กซี่ การกำกับดูแลแอป ต้องเข้มงวดเท่าเทียมกับรถแท็กซี่ทั่วไป เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า การร้องเรียนมีผลจริง" นางสาวสารี กล่าว

เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้ามีการทำผิดกฎหมายก็ต้องร้องเรียน ต้องปรับหรือลงโทษ เพื่อให้ทำถูกกฎหมาย ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เหมือนเวลาจัดการกับรถแท็กซี่ทั่วไป หากมีการร้องเรียน โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ต้องมีมาตรการลงโทษแพลตฟอร์มเรียกรถค่ายนั้น ยิ่งมีการกระทำผิดซ้ำๆ โดยไม่มีการแก้ไขปรับปรุง ก็อาจใช้มาตรการขั้นสุดท้ายคือไม่ให้เป็นผู้ประกอบการ ต้องจัดการเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า สภาผู้บริโภค สนับสนุนให้มีการแข่งขัน แต่ต้องเป็นธรรมกับผู้บริโภคด้วย

ที่ผ่านมา เรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้บริการแอปเรียกรถ ครอบคลุมตั้งแต่ ปัญหาความปลอดภัย คนขับใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ การคุกคามทางเพศ การทำร้ายร่างกาย  ข้อมูลไม่ตรงปก รถและคนขับที่มารับจริงไม่ตรงกับข้อมูลที่แสดงในแอป ค่าบริการ มีการเรียกเก็บเงินสดเพิ่มนอกระบบ เกินกว่าราคาที่แอปกำหนด และการขาดความรับผิดชอบ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้บริโภคเยียวยาได้ยาก เพราะแพลตฟอร์มมักอ้างว่าเป็นเพียง "ตัวกลาง" เท่านั้น

ด้านแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมนี้ กล่าวว่า ช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2569 จะมีเหตุการณ์สำคัญของธุรกิจบริการรถสาธารณะ หรือ รย.18 เกิดขึ้น 2 เหตุการณ์การ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มเรียกรถ ให้บริการเฉพาะผู้ขับที่มีรถจดจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ รวมทั้งจัดให้มีระบบยืนยันตัวตน ตรวจสอบข้อมูลผู้ขับ กำกับดูแล ค่าบริการ และรายงานผลการดำเนินการนั้น เริ่มมีผลบังคับใช้ และกลางเดือนพฤษภาคม ผู้ให้บริการแอปเรียกรถสาธารณะ โบลท์ จะสิ้นสุดใบอนุญาต จึงต้องการมีการต่ออายุเพื่อให้บริการต่อไปในประเทศไทย

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการในธุรกิจนี้ กำลังจับตาการพิจารณาของคณะกรรมการที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนเดือนพฤษภาคมนี้อย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน ว่าจะมีการนำประเด็น “เรื่องร้องเรียน” มาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาในการต่อ-ไม่ต่อใบอนุญาตรอบนี้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าช่วง 1 - 2 ปีนี้ สภาผู้บริโภค มีความเคลื่อนไหวผลักดันอย่างต่อเนื่อง ที่จะนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อให้แก้ไขปัญหาแอปเรียกรถ และนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภค

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top