วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
เนรเทศเขมร
49คนพ้นไทย
ไปฝั่งปอยเปต
หลังคดีสิ้นสุด
สระแก้วเปิดประตูด่านฯเนรเทศ 49 เขมรกลับประเทศหลังดำเนินคดีสิ้นสุด
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 เมษายน 2569 ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา (หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศกองกำลังบูรพา) และ ชค.ทพ.12 (ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12) โดย ร้อย.ทพ.1201(กองร้อยทหารพรานที่ 1201) ได้จัดกำลังพลร่วมกับ จนท.สน.ปทก.ศปก.ทภ.1(สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1), จนท.ศุลกากรอรัญประเทศ, จนท.ตม.จ.สระแก้ว และจนท.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ได้มาร่วมกันอำนวยความสะดวกในการผลักดันชาวกัมพูชาจำนวน 49 คน (ช.27, ญ.19, ด.ช.2, ด.ญ.1) ให้เดินทางผ่านประตูเล็กบริเวณข้างสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรแดนบ้านคลองลึกฯ ออกไปฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา
ซึ่งชาวกัมพูชาทั้ง 49 คน ได้ถูกจับกุมและดำเนินคดีในประเทศไทยสิ้นสุดแล้ว จนท.จึงนำมาผลักดันส่งกลับไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ประเทศกัมพูชา โดยมี จนท.สน.ปกท.(สำนักงานประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย) ของกัมพูชา มาร่วมรับตัวชาวกัมพูชาทั้ง 49 คน ที่ประตูด่านพรมแดน บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึกอ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดย จนท.กัมพูชา มาร่วมอำนวยความสะดวกอย่างดี
วันเดียวกัน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ซึ่งได้ทำการสืบสวนและพบว่า มีกาสิโนถูกกฎหมายอย่างน้อย 12 แห่งในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใกล้ประเทศไทย เช่น เมืองปอยเปตมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ หรือ “สแกมเมอร์” ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
รายงานระบุว่า อาคารหลายแห่งที่ได้รับอนุญาตในรูปแบบโรงแรมร้านอาหาร หรือสำนักงาน แท้จริงถูกใช้เป็นสถานที่กักขังเหยื่อ และบังคับใช้แรงงานในลักษณะขบวนการค้ามนุษย์โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งจากภาพถ่ายดาวเทียม คำให้การของผู้รอดชีวิต และข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์
ทั้งนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานรัฐของกัมพูชามีการรับรู้ถึงลักษณะการดำเนินงานของสถานประกอบการดังกล่าว แต่ยังคงมีการออกใบอนุญาตและปล่อยให้ดำเนินกิจการต่อไป
ในรายละเอียด รายงานได้แจกแจงหลักฐานสำคัญหลายประเด็น ได้แก่ 1.การระบุพิกัดนิคมสแกมในพื้นที่สำคัญ เช่น สีหนุวิลล์ ปอยเปต และเกาะกง 2.คำให้การของผู้รอดชีวิตกว่า 58 ราย ซึ่งสะท้อนการถูกหลอกลวง กักขัง และทำร้ายร่างกาย 3.รูปแบบการละเมิด ตั้งแต่การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน ไปจนถึงการซ้อมทรมาน 4.การใช้ข้อมูลข่าวกรองจากแหล่งเปิด (OSINT) เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอที่หลุดจากภายใน 5.ข้อสังเกตเกี่ยวกับความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย และความเป็นไปได้ของการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับมุมมองนี้ ขอย้ำปัญหาระดับโลก ต้องร่วมมือแก้ไขพล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เพียงประเด็นชายแดน แต่เป็น “ภัยคุกคามระดับโลก” ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับภูมิภาคและนานาชาติ
ขอยืนยันจุดยืนในการยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์เข้าถึงข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดความคลาดเคลื่อน
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับประเด็น “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งครอบคลุมการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการกักขังเหยื่อ พร้อมยืนยันการดำเนินนโยบายตามกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และแนวทางสันติภาพ โดยไม่ต้องการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค
ส่วนความร่วมมือคือทางออก ไทยเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น กรอบความร่วมมือชายแดน และอาเซียน รวมถึงสนับสนุนความโปร่งใสและการตรวจสอบจากนานาชาติ
พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาระหว่างสองประเทศ แต่เป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบประชาคมโลก” และรายงานจากองค์กรอิสระดังกล่าว ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรนำไปสู่การดำเนินการร่วมกันอย่างจริงจัง
พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า “ความจริงความโปร่งใส และความร่วมมือ” คือหัวใจของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี