วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
งามไส้! ตร.ออสเตรเลีย จับแอร์สาวบินไทย ลอบขนเฮโรอีน 1 กิโลฯ มูลค่ากว่า 11.5 ล้านบาท คาสนามบินที่เมลเบิร์น ถูกตั้งข้อหาหนัก ด้านการบินไทย สั่งสอบสวนแล้ว เชื่อเป็นความผิดส่วนบุคคล ขณะที่ ปปส.เผยไม่พบรายงานจากสายข่าว คาดทำครั้งแรก ชี้เร่งขยายผลรู้จักเครือข่ายยาเสพติดในต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่าเจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลีย ได้จับกุมลูกเรือสายการบินไทย อายุ 26 ปี ในความผิดฐานพยายามลักลอบนำเข้าเฮโรฮีน น้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 11.5 ล้านบาท หลังจากตรวจพบเฮโรอีนดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางของลูกเรือสายการบินดังกล่าว ในขณะเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา
รายงานข่าวระบุว่า ลูกเรือสายการบินรายนี้ เดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์น ในเที่ยวบินระหว่าประเทศ ซึ่งกระเป๋าเดินทางใบดังกล่าวผ่านการตรวจเอกซเรย์แล้วพบความผิดปกติในกระเป๋าผ้า 12 ใบ ที่ถูกนำติดตัวมาด้วย เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด จึงพบเฮโรอีน ซุกซ่อนที่ซับในของกระเป๋าทั้งหมด โดยลูกเรือรายนี้ถูกตั้งข้อหา 2 กระทงความผิด คือนำเข้ายาเสพติดที่อยู่ภายใต้การควบคุมที่มีปริมาณมากพอสำหรับการจำหน่าย และครอบครองยาเสพติดควบคุมชายแดนในปริมาณที่เข้าข่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้ง 2 ข้อหา มีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี และมีโทษปรับสูงสุดถึง 825,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 18.99 ล้านบาท
ด้านคลินท์ ซิมส์ ผู้บัญชาการกองกำลังชายแดนออสเตรเลีย กล่าวว่า ขบวนการอาชญากรรมยังคงพยายามลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ประเทศออสเตรเลีย อย่างต่อเนื่อง และไม่มีสถานะ หรือตำแหน่งใดที่จะช่วยให้อาชญากรเหล่านี้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีได้
ขณะที่ซีโมน บุตเชอร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงมุ่งเน้นไปที่บุคคลที่ฉวยโอกาสจากหน้าที่การงาน หรือสถานะทางสังคมของตน เพื่อสนับสนุนการค้ายาเสพติด ซึ่ง AFP ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดดังกล่าว
วันเดียวกัน นายชาย เอี่ยมศิริ ซีอีโอการบินไทย กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีตำรวจออสเตรเลีย จับกุมพนักงานต้อนรับหญิงชาวไทย ขณะปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบินที่ ทีจี 465 กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถูกตรวจพบยาเสพติดในครอบครอง ว่าบริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุดังกล่าวแล้ว และได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศ และที่ประเทศออสเตรเลีย อย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการกฎหมาย และได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแล้ว ยืนยันว่าหากพบแน่ชัดว่ากระทำผิดจริง ก็จะมีคำสั่งให้ออกจากการเป็นพนักงานโดยทันที
บริษัทฯ ขอยืนยันว่า มีระเบียบข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน อย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศ ที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิด บริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเบื้องต้นบริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยที่บริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เปิดเผยถึงกรณีที่เกิดขึ้น ว่าลูกเรือรายดังกล่าว เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบินที่ ทีจี 465 ออกจากท่าอากาศยานฯ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 จากการตรวจสอบสถานะกระเป๋าสัมภาระย้อนหลังของลูกเรือรายนี้ ในรายงานระบุว่า กระเป๋าดังกล่าวผ่านขั้นตอนการตรวจเอกซเรย์ความปลอดภัยตามมาตรฐานครบถ้วน โดยเครื่องตรวจสัมภาระแสดงสถานะปกติ
“เครื่องเอกซเรย์กระเป๋าของสนามบินสุวรรณภูมิมีมาตรฐานเป็นไปตามข้อกำหนดของไอเคโอ ซึ่งในเที่ยวบินขาออกนอกประเทศ แต่ละสนามบินจะเน้นการตรวจสอบเรื่องของความปลอดภัย คือเน้นตรวจจับวัตถุระเบิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการซุกซ่อนขึ้นไปบนเครื่องบิน ซึ่งอาจเกิดเหตุในระหว่างที่เครื่องบินทำการบิน” นายกิตติพงศ์ กล่าว
สำหรับกรณีกระเป๋าของลูกเรือรายดังกล่าว เครื่องเอกซเรย์แจ้งว่ามีสถานะเคลียร์ ไม่พบวัตถุระเบิดกระเป๋าจึงผ่านขั้นตอนขาออกได้ ส่วนกรณีการตรวจสอบยาเสพติดนั้น ที่ผ่านมาสนามบินทั่วโลก จะเน้นการตรวจเฉพาะในเที่ยวบินขาเข้าประเทศ โดยจะใช้รูปแบบการตรวจโดยสุนัขดมกลิ่น เนื่องจากเครื่องเอกซเรย์ไม่สามารถตรวจยาเสพติดได้
อีกด้านหนึ่ง แหล่งข่าวในสำนักงาน ป.ป.ส.เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง ไม่พบว่าลูกเรือหญิงไทย วัย 26 ปีรายนี้ มีประวัติเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดประเทศออสเตรเลีย คาดว่าอาจจะเป็นกรณีความผิดครั้งแรก ที่เจ้าตัวพยายามลักลอบขนเฮโรอีน ไปยังประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเฮโรอีน ถือเป็นสารเสพติดที่มีราคาแพงกว่าสารเสพติดทั่วไป จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องมีเครือข่ายนักค้ายาเสพติดในไทย ที่อาจเป็นคนไทยหรือต่างชาติ อยู่เบื้องหลัง
สำหรับความแตกต่างขั้นตอนการตรวจกระเป๋าสัมภาระเดินทางระหว่างนักท่องเที่ยวและลูกเรือสายการบินนั้น จะมีการแยกช่องของลูกเรือโดยเฉพาะ จะไม่ปะปนช่องผู้โดยสาร แต่การเอกซเรย์สิ่งของในกระเป๋ามีขั้นตอนเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งที่มีเฮโรอีนปริมาณ 1 กิโลกรัม มีลักษณะเหมือนแป้งจึงทำให้ดูไม่ออกว่าเป็นเฮโรอีน และยังไม่มีเครื่องมือใด เครื่องเอกซเรย์ใด ตรวจระบุได้ทันที ว่าแป้งขาวๆ นั้น เป็นเฮโรอีน เว้นแต่สงสัยว่าเป็นเฮโรอีน รวมทั้งอาชีพลูกเรือ ก็ยังสามารถตบตาเจ้าหน้าที่ได้ เพราะมีเงินเดือนสูง ไม่น่าเชื่อว่าจะไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด
ดังนั้นการจะรู้ได้ว่าใครเป็นเครือข่ายเตรียมส่งออกยาเสพติดไปต่างประเทศ ต้องมีการข่าวประสานมาก่อน ยกตัวอย่างผู้โดยสารขาเข้า ส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวสี ซึ่งหากดูประวัติเส้นทาง เช่น เดินทางมาจากทวีปอเมริกาใต้ ก็จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านี้จะไม่เอายาเสพติดซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทาง แต่จะใช้วิธีกลืนลงท้องแทน ซึ่งก็จะมีการข่าวประสานมาว่าให้ทางการไทยโฟกัสที่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เราก็จะมีหน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task force : AITF) เดินถือเครื่องเอกซเรย์ไปทำการตรวจสอบให้ได้
ในส่วนของการตรวจจับยาเสพติดในประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะกรุงเมลเบิร์น มีการใช้สุนัขดมกลิ่นเกือบทุกกระเป๋า เพื่อตรวจจับสารเสพติด และพืชบางชนิดที่อยู่ในกลุ่มสารเสพติด เนื่องจากบางทีเครื่องอาจตรวจไม่เจอสารเสพติดเหล่านี้ได้ ซึ่งการใช้สุนัขดมกลิ่น จะช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ยังไม่พบเจอกรณีของลูกเรือสายการบิน เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสารเสพติด มาก่อน อีกทั้งสายการบินต่างๆ ค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของการเดินทางโดยสาร มากกว่า โดยการเทรนให้ดูเรื่องอย่างอื่น เช่น อาวุธปืน วัตถุอันตราย ระเบิด เป็นต้น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารบนสายการบิน ได้มากกว่าเรื่องยาเสพติด ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างลูกเรือหญิงไทยรายนี้ ว่าทำไมจึงพยายามลักลอบขนเฮโรอีน
ทั้งนี้ อาจมีความเป็นไปได้ว่าลูกเรือรายนี้มีคนรักหรือมีคนรู้จัก เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วบุคคลที่ลูกเรือรายดังกล่าวรู้จัก อาจมีเครือข่ายในการประสานสั่งยาเสพติดในไทย ให้ส่งไปที่ออสเตรเลีย จึงทำให้ต้องนำเฮโรอีนไปส่งให้ถึงปลายทาง ซึ่งในหลักการสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่ก็จะตรวจสอบพยานหลักฐานภายในโทรศัพท์ ที่ใช้ติดต่อสื่อสาร สั่งยาเสพติดกัน หรือไปรู้จักกับเครือข่ายยาเสพติดระหว่างการปาร์ตี้สังสรรค์ใดมาก่อนหรือไม่ หรือมีพรรคพวกที่ใช้เฮโรอีนในประเทศออสเตรเลียหรือไม่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี