วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
'อิหร่าน-สหรัฐฯ” เห็นพ้อง “หยุดยิงชั่วคราว” อีกรอบ นัดเปิดโต๊ะเจรจาด่วนที่โดฮา กาตาร์ 30 มิถุนายนนี้ มุ่งคลี่คลายวิกฤตสำคัญปมช่องแคบฮอร์มุซ หลังเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันช่วง 3 วันที่ผ่านมา ด้าน รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนกรานต้องคุมช่องแคบเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว 30 วัน เมินคําขู่รุนแรงของ”ทรัมป์”
สํานักข่าวแอ็กซิออส (Axios) รายงานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเห็นพ้องที่จะยุติปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กัน และเตรียมเริ่มกระบวนการเจรจารอบใหม่เพื่อยุติความขัดแย้งรอยใหม่ ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ วันอังคารที่ 30 มิถุนายนนี้ มีวาระสำคัญ เพื่อหารือประเด็นวิกฤตบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและประเด็นความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
หลังมีรายงานสหรัฐและอิหร่านตกลงหยุดยิงชั่วคราว เพื่อหันมาเจรจา ทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัญญาณผ่อนคลายลงทันที เพื่อเปิดทางให้การสัญจรทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯยืนยันทั้งสองฝ่ายตกลงระงับการใช้กำลัง (Stand down) ต่อกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ทำให้เส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างอิสระและปลอดภัย
สำหรับกำหนดการหารือที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นระดับเจ้าหน้าที่เทคนิค โดยวาระสำคัญคือ การแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยการหยุดยิงและมาตรการด้านความมั่นคงทางทะเล ซึ่งที่ผ่านมาข้อตกลงดังกล่าวเปราะบางมีการละเมิดจากทั้งสองฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง
ด้านแหล่งข่าวระบุว่า เดิมทีการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย มีกําหนดจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นจากการโจมตีตอบโต้อย่างหนักระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่านช่วง 3 วันที่ผ่านมา จึงตัดสินใจย้ายที่จัดประชุมมาที่กรุงโดฮาแทน พร้อมเปลี่ยนหัวข้อหารือจากเดิมเป็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ มาเป็นประเด็นความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่กําลังตึงเครียดหนักขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชนวนเหตุความตึงเครียดล่าสุด เกิดจากกองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งกําลังโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายแห่งในอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์และเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติปานามา ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกันไว้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นำไปสู่การที่สหรัฐฯเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในวันที่ 26-27 มิถุนายน ตอบโต้การรุกรานทางทะเล ขณะที่อิหร่านตอบโต้กลับด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลางหลายแห่ง ในคูเวตและบาห์เรน ทำให้สถานการณ์เสี่ยงต่อการบานปลายไปสู่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ
การที่สหรัฐและอิหร่านตกลงหยุดยิงกันชั่วคราว นัดเจรจาอีกครั้งที่โดฮานั้น นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญ เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังเปราะบางสูง และได้รับผลกระทบจากปัจจัยแทรกซ้อนอื่น เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลลาห์ในเลบานอนที่ตึงเครียดต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมาประกาศสิทธิขาดคุมช่องแคบฮอร์มุซเด็ดขาด โดยระบุว่าช่องแคบดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านอย่างเบ็ดเสร็จต่อไปอีกอย่างน้อย 30 วัน พร้อมออกคําเตือนว่าปฏิบัติการทางทหารใดๆของสหรัฐฯ ที่กระทําต่ออิหร่าน จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก
กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ยังประณามการโจมตีของสหรัฐที่พุ่งเป้าไปศูนย์เฝ้าระวังและตรวจการณ์บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศว่า การโจมตีดังกล่าวละเมิด MOUและกฎบัตรสหประชาชาติ
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐไม่ได้ให้คุณค่าหรือความน่าเชื่อถือแม้แต่น้อยต่อพันธกรณีของตน และย้ำว่าอิหร่านจะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจากการรุกรานทางทหารของสหรัฐ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐแสดงความรับผิดชอบโดยตรงในการกดดันให้อิสราเอลหยุดยิง และรับรองการถอนกำลังออกจากพื้นที่ยึดครองทั้งหมดในเลบานอน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี