วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
‘สุชาติ’สังฟัน
ติดป้ายรื้อโรงแรม
บุกรุกอุทยานภูเก็ต
“สุชาติ ชมกลิ่น” ลุยแล้วสั่งฝ่ายกฎหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดประกาศ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดหลังคดีสิ้นสุด ในการทวงคืนผืนป่าจากทุนใหญ่ ปักหมุด รื้อถอน โรงแรมวิลล่าหรู ในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ตามซ้ำไล่เช็คโรงแรมนอมินี
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ประกาศเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดในการทวงคืนผืนป่าจากทุนใหญ่ โดยมีข้อความว่า “#ถึงคิว โรงแรมวิลล่าหรู ภูเก็ตคดีถึงที่สุด รื้อหมดไม่มีข้อยกเว้น ทวงคืนพื้นที่ป่ารวมกว่า 25 ไร่ กลับคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน
“ภูเก็ตโมเดล” เร่งบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ทุกรายอย่างเสมอภาค ไม่มีข้อยกเว้น สั่งเปิดปฏิบัติการบังคับคดีรื้อถอนโรงแรมและวิลล่าหรูในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ตหลังคดีถึงที่สุด ทวงคืนพื้นที่ป่ารวมกว่า 25 ไร่ กลับคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน”
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการเดินหน้าแก้ไขตรวจบริษัทต้องสงสัยลักษณะนอมินีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง นายพลพีร์ สุวรรณฉวีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เดินหน้าตรวจสอบโรงแรมและสถานประกอบการที่ได้รับการร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบการถือครองกิจการผ่านนอมินี การขออนุญาตก่อสร้าง และใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ตามนโยบายจัดระเบียบธุรกิจต่างชาติและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ จากการเข้าตรวจสอบโรงแรม 2 แห่ง เบื้องต้นพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างตามกฎหมาย สั่งการให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม
จากนั้น คณะได้เข้าตรวจสอบอาคารในพื้นที่ตำบลป่าตอง หลังได้รับเบาะแสว่าอาจมีชาวต่างชาติใช้เป็นที่พักอาศัย ภายในพบร้านอาหารและพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา โดยผู้ใช้สถานที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีลักษณะการใช้พื้นที่ที่มีความแตกต่างจากสถานที่ประกอบศาสนกิจทั่วไป เนื่องจากมีการปิดกั้นทางเข้า-ออกและจำกัดการเข้าถึงของบุคคลภายนอก
ทั้งนี้ ยังไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้ทั้งหมดเนื่องจากผู้รับผิดชอบอาคารไม่อยู่ในสถานที่ โดยมอบหมายให้จังหวัดและอำเภอตรวจสอบเอกสารการก่อสร้าง การใช้ประโยชน์อาคาร และผู้ถือครองกิจการเพิ่มเติมอย่างละเอียดพร้อมรายงานให้รับทราบ
ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งตรวจสอบกิจกรรมทางศาสนา หากแต่เป็นการตรวจสอบให้ทุกกิจการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย
พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ตรวจพบบริษัทต้องสงสัยลักษณะนอมินีแล้วกว่า 361 บริษัท และจะขยายผลตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับข้อมูลจากประชาชน หากพบการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้นอมินี หรือการก่อสร้างผิดกฎหมาย จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า “นี่คือประเทศไทย ผู้ที่เข้ามาประกอบกิจการหรือพำนักอยู่ในประเทศไทย ทุกคนต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ตามนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งข้อมูลบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายใช้นอมินีจำนวน 34 บริษัท ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบ ก่อนนำไปสู่การเข้าตรวจค้นเป้าหมาย5 จุด ในอำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามหมายค้นในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ผลการตรวจสอบคดีสำคัญ พบกลุ่มบริษัทพัฒนาโครงการวิลล่าหรูในพื้นที่ตำบลบ่อผุด ซึ่งต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อถือครองที่ดินและประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยพบการถือครองที่ดินรวมเกือบ 100 ไร่ มูลค่าประมาณ 1,567 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าโครงการประเมินเบื้องต้นราว 1,600 ล้านบาท และอาจสูงกว่านั้น อีกทั้งยังพบเอกสารเกี่ยวกับการถือหุ้น การถือครองที่ดิน สัญญาซื้อขาย สัญญาก่อสร้าง และธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างขยายผลไปยังบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบการอำพรางโครงสร้างการถือครองผ่านนิติบุคคลหลายชั้น
เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งที่ต้องสงสัยมีบทบาทช่วยจัดตั้งหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว โดยพบความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 150 บริษัท และใช้สำนักงานแห่งเดียวเป็นที่ตั้งจดทะเบียนบริษัทมากกว่า 103 บริษัท นอกจากนี้ ยังพบว่านิติบุคคลกว่า 101 บริษัทมีการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 795 ล้านบาท จึงได้ตรวจยึดเอกสารสำคัญและหลักฐานทางการเงินไว้ประกอบการสอบสวน นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบบริษัทอีก 3 แห่ง ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ศูนย์สุขภาพ และที่พักให้เช่า หลังพบพฤติการณ์เข้าข่ายใช้นอมินี โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุน ความสามารถในการชำระค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นชาวไทย รวมถึงการได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นายพูนพงษ์กล่าวว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำชับให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและปราบปรามการใช้นอมินีอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
จากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่คนต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 แต่ถือครองอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 3,500 บริษัท และยังพบผู้ทำบัญชีเข้าไปถือหุ้นในบริษัท 261 บริษัท ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์และขยายผลตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยหากพบการใช้คนไทยเป็นนอมินี
หรือฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดี กับผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี