542.jpg
ศาลยกฟ้อง แอมไซยาไนด์ คดีที่ 5 เหตุพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเชื่อมโยง

ศาลยกฟ้อง แอมไซยาไนด์ คดีที่ 5 เหตุพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเชื่อมโยง

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

21 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแอมไซยาไนด์คดีที่ 5 หมายเลขดำ อ.857/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ แอม ไซยาไนด์ อายุ 39 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ

โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในอาหารเพื่อมีเจตนาฆ่า นางรสจรินทร์ นิลน้อย หรือ พี่น้อย แม่ค้าผัก ผู้ตาย โดยมีมูลเหตุมาจากการที่จำเลยต้องการฆ่าล้างหนี้ที่จำเลยยืมเงินผู้ตาย จำนวน 60,000 บาท และให้สามีของผู้ตายชดใช้หนี้รถยนต์ในมูลค่าที่สูงกว่าที่ยืมไป ด้วยการผสมไซยาไนด์ลงในสลัดผัก ผู้ตายนำมากิน ก่อนเป็นลมชัก และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล


จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่นำสืบแล้วรับฟังได้ว่า เมื่อราวเดือนมีนาคม 66 สามีผู้ตายรับทราบข่าวที่มีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการถูกวางยาไซยาไนด์หลายรายจนเกิดความสงสัย ว่าจำเลยจะมีส่วนเกี่ยวข้องการตายของภรรยาซึ่งถูกวางยาไซยาไนด์เสียชีวิต เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยกล่าวหาว่า เจตนาฆ่าผู้ตายโดยปลอมปนสารไซยาไนด์ลงไปในสลัดผัก ทำให้ร่างกายได้ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เป็นเหตุให้เสียชีวิต

พยานโจทก์มีนายแพทย์ผู้รักษาผู้เสียชีวิตเบิกความว่า เลือดของผู้ตายมีภาวะเลือดเป็นกรดสูง จากการติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือได้รับสารพิษ แต่พยานไม่ได้ยืนยันว่า ผู้ตายได้รับสารพิษ จากสารไซยาไนด์ และไม่สามารถบอกได้ว่าสารพิษที่นำเข้าร่างกายนั้นเป็นการนำเข้าของผู้ตายเอง หรือวิธีการใด จึงไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า มาจากสารพิษชนิดใด มีเพียงระบุว่าเลือดเป็นกรดเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้วางยาไซยาไนด์ใส่ในสลัดให้ผู้ตายรับประทาน

ส่วนพยานที่เป็นลูกจ้างของผู้ตายระบุว่า พบเห็นจำเลยนำสลัดผักมาให้ผู้ตายรับประทาน โดยให้การว่าจดจำรถของจำเลยได้เนื่องจากจำเลยมาหาผู้ตายบ่อยครั้ง แต่พยานไม่สามารถตอบคำถามค้านของทนายจำเลยได้ว่า จำเลยใช้รถยนต์ยี่ห้อใด และไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนนำสลัดมาให้ผู้ตายรับประทาน

สำหรับมูลเหตุแห่งการฆ่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นการฆ่าล้างหนี้จำนวน 60,000 บาท แต่จากข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ตายนำรถยนต์มาจำนำกับจำเลยจำนวนเงิน 100,000 บาท และผู้ตายได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยไปแล้ว 50,000 บาท โดยหลังจากเสียชีวิตจำเลยอ้างกับสามีผู้ตายว่าต้องชดใช้หนี้ค่าจำนำรถยนต์จำนวน 600,000 บาท แต่มีการตกต่อรองการลดเหลือ 300,000 บาท ซึ่งสามีของผู้ตายยอมชดใช้เงินจนครบจำนวน 300,000 บาท และได้รถยนต์คืนไปแล้ว จึงไม่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้ก่อเหตุ พยาน และหลักฐานของโจทก์ไม่เชื่อมโยงว่า จำเลยจะกระทำความผิดตามที่สันนิษฐานกันมาข้างต้น พิพากษายกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศาลอาญาได้พิพากษาคดีแอม ไซยาไนด์ ฐานฆ่าผู้อื่นมาแล้วรวม 4 คดี

คดีที่ 1 ศาลสั่งประหารชีวิต คดีวางยาฆ่า น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ เสียชีวิตบริเวณท่าน้ำ อ .บ้านโป่งจ.ราชบุรี

คดีที่ 2 คดีวางยาฆ่าพ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือสารวัตร ปูศาลพิพากษาประหารชีวิต  แต่คำให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

คดีที่ 3 คดีวางยาฆ่า น.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาว ที่จ.นครปฐม ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอว่าจำเลยครอบครองไซยาไนด์ หรือประสงค์ต่อทรัพย์

คดีที่ 4 คดีวางยาฆ่าร.ต.อ.หญิง สุกานดา วิมลมาลย์ หรือผู้กองนุ้ย อดีตรองสารวัตรการเงิน สภ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น โดยใส่ศาลพิษในเครื่องดื่มให้ผู้กองนุ้ยดื่มจนถึงแก่ความตาย ศาลพิพากษาประหารชีวิตลดโทษให้1ใน3 คงจำคุกแอมไว้ตลอดชีวิต

โดยวันนี้ศาลอาญาพิพากษาคดีที่5 แอม ไซยาไนด์ซึ่งพิพิพากษา ยกฟ้องโดยก่อนหน้านั้นศาลพิพากษายกฟ้อง1 คดี ประหารชีวิต1คดี และจำคุกตลอดชีวิต 2 คดี

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top