วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
22 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "THE STATES TIMES" โพสต์ข้อความระบุว่า “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ที่นายหัวไทรรู้จัก “ยังมุ่งมั่น ตั้งใจสูง”
สุพิศ พิทักษ์ธรรม นั่งบริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.)ในตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น จากภาคประชาชน นำโดยพี่ใหญ่ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ นักธุรกิจ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา เกรียงไกร คมขำ และอีก 2-3 คน
จริงๆลูกชายของเฉลิมชัย หรือเถ้าแก่หลี ก็เป็นรองนายกฯอบจ.สงขลาอยู่ด้วยนะ คือฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ แต่คนอย่างเถ้าแก่หลี เดินหน้าลุย เพื่อประโยชน์รักผลประโยชน์ของบ้านเมือง ดูแลภาษีที่ตัวเองจ่ายไป
ล่าสุดภาคประชาชนนำโดยเถ้าแก่หลี นำทีมลุยเข้าไปเก็บข้อมูลเรื่องการจัดซื้อเรือท้องแบนของ อบจ.ช่วงวิกฤตน้ำท่วมสงขลา 74 ลำ จากแผนที่ตั้งงบไว้ 100 ลำ เฉลี่ยลำละ 400,000 บาท
แรงเสียดทานสุดจะทน อบจ.ต้องออกมาชี้แจงถึงโครงการจัดซื้อเรือท้องแบน
แต่เมื่อมีข่าวซ้ำมาจากเทศบาลนครหาดใหญ่ในการจัดซื้อเรือกู้ภัยกับข้อสังเกตแพงเกินเหตุหรือเปล่า ปปช./สตง.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าไปตรวจสอบทั้ง อบจ.สงขลา และเทศบาลนครหาดใหญ่ 26 มิ.ย.นี้
การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐโดยภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนครับ ในขณะเดียวกัน สื่อบางสื่อ ทำตัวเป็นภาคประชาชน แต่หวังผลทางการเมือง เอาข้อมูลอันเป็นเท็จไปลง เพื่อต้องการทำลายความเชื่อมั่นในการบริหารงาน และเพื่อเรียกกระแส สร้างเครดิตให้กับตนเอง ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สังคมสับสน แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ทางภาคประชาชนก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาถัวเฉลี่ยลำละ 400,000 บาท กับภาคที่เห็นราคาน่าจะต่ำกว่านี้ ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ
หากถามว่า ผมรู้จัก “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” มากน้อยแค่ไหน คงต้องตอบตามตรงว่า ไม่ได้เป็นคนสนิทสนมหรือรู้จักมักคุ้นกันเป็นการส่วนตัว ถึงขั้นคลุกคลีตีโมง เพียงแต่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอยู่ 3 ครั้ง เพื่อสัมภาษณ์ในฐานะนักข่าวเท่านั้น ผมยังรักษาระยะห่างระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวตามจรรยาบรรณสื่อ
ครั้งแรก ก่อนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ผมได้พูดคุยสัมภาษณ์ถึงแนวคิด เจตนารมณ์ และนโยบายในการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับสมพร หลงจิ นักข่าวอาวุโส และมีผู้ร่วมสังเกตการณ์อีก 2-3 คน
ครั้งที่สอง หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ไม่ได้สัมภาษณ์ แค่พบปะกันร้านอาหารก่อนถึงสนามบินหาดใหญ่ ผมไปรอขึ้นเครื่อง
และครั้งที่สาม ในวาระครบรอบ 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา จึงอยากรู้ว่า นโยบายที่แถลงไว้ได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว กี่เปอร์เซ็นต์
แม้จะมีโอกาสพบกันไม่มาก แต่ก็พอเห็นเส้นทางชีวิตและวิธีคิดของชายคนนี้อยู่บ้าง ได้เคยฟังเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับสุพิศอยู่ไม่น้อย
จากลูกชาวบ้านปะโอ สู่รองอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมฝนหลวง และนายกฯอบจ.สงขลา
เท่าที่ทราบ สุพิศเป็นลูกชาวบ้านปะโอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมชลประทานจากตำแหน่งเล็ก ๆ ระดับซี 1
การเติบโตจากข้าราชการชั้นผู้น้อย จนก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้อำนวยการกองช่าง รองอธิบดีกรมชลประทาน ถือว่าไม่ธรรมดา ต้องอาศัยทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นอย่างมาก
ต่อมา สุพิศถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อครหาหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงดำรงตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ ยังไม่มีคดีใดที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา ก็ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและยุติลงแล้วเช่นกัน
เดิมพันครั้งใหญ่บนสนามการเมือง
การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่น ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของชีวิต
หลายคนมองว่า หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเวลานั้น สุพิศมีความพร้อมมากกว่า ทั้งประสบการณ์บริหาร เครือข่าย และปัจจัยสนับสนุนในหลายด้าน
ผลการเลือกตั้งก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างขาดลอย และก้าวขึ้นมาเป็นนายก อบจ.สงขลา
แต่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่าหนทางหลังจากนั้นจะราบรื่นเสมอไป
นายก อบจ.ที่ถูกจับตามอง
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การบริหารงานของสุพิศถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา
ในสังคมสงขลา มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ถูกประชาคมคนสงขลาจับตามอง และมีคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใส การใช้งบประมาณ และความคุ้มค่าในการดำเนินงาน แต่ก็มีหน่วยงานตรวจสอบ ที่ ปปช.และ สตง.เข้าใจว่า หลายเรื่องภาคประชาชนยื่นร้องไปทั้งสองหน่วยงานตรวจสอบแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ สุพิศไม่ใช่คนที่หวั่นไหวต่อแรงกดดันแรงเสียดทานมากนัก
เขายังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวคิดการขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาไปสู่การเป็น “เมืองกีฬา” ผ่านกิจกรรมและการแข่งขันระดับต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมจัดงานมวยไทยไฟท์ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่บนความมุ่งมั่นตั้งใจของสุพิศ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการใหญ่ เน้นการก่อสร้าง มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ ไม่อาจทราบได้ และยังพิสูจน์ไม่ได้
จุดแข็งและจุดท้าทาย
หากจะวิเคราะห์ในมุมส่วนตัว ผมมองว่า สุพิศยังคงมีบุคลิกของ “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” แฝงอยู่มาก อันเป็นบุคคิคที่แตกต่างจากนักการเมือง อันเป็นปัญหาในการวางตัว
ด้วยเส้นทางชีวิตที่เติบโตมาจากระบบราชการ การทำงานจึงมักสะท้อนรูปแบบการสั่งการ การกำหนดทิศทาง และการขับเคลื่อนงานแบบผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่
แต่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้นแตกต่างจากระบบราชการ นักการเมืองจำนวนมากเลือกใช้วิธีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย สร้างฉันทามติ และค่อยตัดสินใจ ขณะที่สุพิศดูจะเป็นคนทำงานรวดเร็ว ตรงไปตรงมา และบางครั้งถูกมองว่าแข็งกร้าวหรือมุทะลุในสายตาของผู้วิจารณ์
นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลาของเขา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา
บทพิสูจน์ยังไม่จบ
อย่างไรก็ตาม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวาระนี้เท่านั้น เวลายังเหลืออีกเกือบ 3 ปีเต็มสำหรับการพิสูจน์ผลงาน พิสูจน์แนวทางบริหาร และพิสูจน์ว่าการตัดสินใจออกจากชีวิตราชการมาสู่สนามการเมืองท้องถิ่นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่
เส้นทางข้างหน้ายังมีทั้งอุปสรรค ความท้าทาย และคำถามอีกมากมายรออยู่
ส่วนบทสรุปสุดท้ายของ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ในฐานะนายก อบจ.สงขลา จะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นผู้ให้คำตอบ
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี