บทบรรณาธิการ : 9 ตุลาคม 2569

ปากท้องใหญ่กว่าสองสมัย
ถ้าฟังจากนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่แห่งค่ายสีน้ำเงิน ที่อวยพรให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสองสมัย หรือเป็นจนกว่าจะเบื่อ หากมองในมุมของคนกันเอง นี่ก็คือคำหยอกเอินกันตามประสาพี่ๆ น้องๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ถ้ามองในบริบททางการเมืองนั้น เป็นคำพูดที่มีนัยสำคัญและแฝงเจตนาไว้อย่างน่าสนใจ
มือเก๋าระดับมือ เนวิน ชิดชอบ ที่เหยียบหิมะไร้รอย มีหรือจะประเมินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ออกว่า คำพูดดังกล่าวจะได้รับเสียงสะท้อนในแง่บวกหรือลบในสถานการณ์ที่คนกรุงเทพฯ และประชาชนอีกหลายหมื่นชีวิตกำลังต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤตน้ำท่วม และยังต้องระทึกกับคำแจ้งเตือนเรื่องพายุฝนถล่มหนัก น้ำเหนือที่กำลังไหลมาจ่อคอยหอยในพื้นที่ภาคกลาง
ในทางการเมืองนี่คือประเด็นละเอียดอ่อนที่เสี่ยงต่อการถูกนำไปขยายผลโดยฝ่ายตรงข้ามเพื่อดิสเครดิตซึ่งตอนนี้ก็เป็นไปตามนั้น เนื่องจากกระแสการเมืองเริ่มเดินทางเข้าสู่การกระชับพื้นที่เพื่อเล่นเกมแรงกันแล้ว โดยมีเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเดิมพัน คำถามว่าจะถึงขั้นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ คำตอบคือยังเป็นไปได้ยากเพราะสถานการณ์ยังไม่สุกงอมพอ แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
ต้องยอมรับข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า เวลานี้ของรัฐบาลสีน้ำเงิน อยู่ในช่วงขาลง และลงเร็วด้วย เพราะตลอดช่วงบริหารจริงๆ 7-8 เดือนที่ผ่านมา ยังถูกตั้งคำถามเรื่องผลงานที่เป็นรูปธรรมที่เป็นชิ้นเป็นอัน ผลกระทบจากคดีฮั้วสว. และยังโดนวิกฤตน้ำท่วมซ้ำเติมอีกแม้รัฐบาลจะเป็นจำเลยที่สองรองจากผู้ว่าฯกทม.แต่ก็ทำให้คะแนนนิยมพลอยจมหายไปด้วย
และเมื่อนับเวลาต่อจากนี้ไป เกมการเมืองจะยิ่งถูกยกระดับทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯอย่างแน่นอน การขับเคลื่อนของกลุ่มต่างๆ จะเริ่มชัดเจนขึ้น โดยในสภาฯนั้น การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจล็อกเป้าแล้ว ภายใต้การขับเคลื่อนของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะมืออาชีพคอยอยู่คุมเชิงอยู่ข้างหลัง
หากฟังจากฝ่ายค้าน อ้างว่า การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางในรอบนี้ จะถือเป็นในครั้งประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายค้านมีข้อมูลเยอะแยะมากมาย มีรัฐมนตรีสายสีน้ำเงินที่จะถูกลากขึ้นเขียง 18 ราย ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเพียงการโหมโรงปลุกปั่นกระแสตามประสาการเมืองบ้านเรา ต้องรอไปตัดสินเกมกันตอนอภิปรายจริงว่าฝ่ายค้านจะขุดหาหลักฐานข้อเท็จจริงได้ลึกแค่ไหน
จริงอยู่แม้การซักฟอกจะไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลกลางสภาฯได้แต่มักจะมีแรงกระเพื่อมตามมา เช่น การปรับคณะรัฐมนตรี หวังลดแรงเสียดทาน และกู้คืนความเชื่อมั่นเพื่อไปต่อ ดังนั้น คำอวยพรของนายเนวินที่มีต่อนายอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรีจนกว่าจะเบื่อ จึงถูกตีความในภาษาการเมืองว่านี่คือการส่งสัญญาณว่าเสถียรภาพทางการเมืองยังคงแข็งแกร่งตราบที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการเมืองนั้นในปัจจุบันจะดูแค่ตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านมองว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นเรื่องใหญ่สุดผลกระทบจากวิกฤตสงครามอยู่สาหัส แถมถูกซ้ำด้วยน้ำท่วม และผสมโรงด้วยเกมการเมือง กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาล เพราะถ้าชาวบ้านอยู่ไม่ได้ อย่าว่าแต่สองสมัยเลย เอาแค่ปีหน้าให้รอดก็เหนื่อยแล้ว

