คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

ซักฟอก‘18 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย’ข่าวเก่าเล่าซ้ำ
ฝ่ายค้านโดยพรรคประชาชน ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ถึงมือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมวานนี้ มีรัฐมนตรีที่ถูกขึ้นบัญชีซักฟอกทั้งหมด 18 คน เป็นรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยล้วนๆ ส่วน“วัน-เวลา-น.”ในการอภิปรายคาดว่า น่าจะอยู่ในกรอบเวลา 14 วัน อาจจะเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนนี้
ทั้งนี้ การยื่นญัตติครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้นำทีม สส.พรรคฝ่ายค้าน ยื่นญัตติดังกล่าว มี สส.จากซีกฝ่ายค้านร่วมลงชื่อทั้งหมด 145 คน ข้อกล่าวหามีความยาว 7 หน้า ประเด็นหลักของการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพุ่งเป้าไปที่“คดีฮั้วเลือก สว.”ซึ่งกกต.มีมติส่งฟ้องต่อศาลฎีกาไปแล้ว, “คดีทุจริตโกงสอบท้องถิ่น”, “กรณีแก๊งสแกมเมอร์” และ“กรณีการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสถานการณ์ภัยพิบัติที่ขาดเอกภาพ”
“เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ให้เหตุผลว่า “ต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อระบอบสีน้ำเงินที่กินรวบประเทศนี้อยู่ ระบบนี้เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศนี้อยู่ ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา และกลไกถ่วงดุลตรวจสอบ หรือองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย ดังนั้นเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ว่าจะเป็นการโกงสว. ทุจริตสอบท้องถิ่น วิกฤตประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วมต่างๆ ล้วนอยู่ในกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งสิ้น”
สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย 18 คนที่จะถูกเปิดอภิปรายซักฟอก ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์,นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
การที่ฝ่ายค้าน“ล็อกเป้า”เฉพาะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย โดยไม่แตะพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กพรรคน้อยที่ร่วมรัฐบาล ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะหากพรรคฝ่ายค้านหวังจะเผด็จศึกก็ต้องพุ่งเป้าไปที่แกนกลางหรือ“หัวใจ”ของศัตรู เนื่องจากลำพังเสียงจากพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด 149 เสียง ไม่พอที่จะคว่ำรัฐบาลที่มีเสียงอยู่ในมือ 292 เสียงได้
อีกทั้งสมมุติว่า ถ้าฝ่ายค้านสามารถดึงพรรคเพื่อไทยที่มีทั้งหมด 74 เสียงออกมาจากฝั่งรัฐบาลได้ และมาผนวกกับเสียงของฝ่ายค้านที่มีอยู่ 149 เสียง จำนวนเสียงโหวตไม่ไว้วางใจก็ยังไม่พอ เพราะรวมกันได้แค่ 223 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งหรือเกินกึ่งหนึ่ง คือ 250 เสียงจากจำนวนเต็มทั้งหมด 500 เสียง
หรือถ้ายังสามารถสอยพรรคเล็กพรรคน้อย 14 พรรค จากซีกรัฐบาลออกมาได้ทั้งหมด 27 เสียง คะแนนรวมกันก็เท่ากับกึ่งหนึ่งพอดี คือ 250 เสียง ซึ่งก็ยังโหวตไม่ชนะอยู่ดี เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย 191 เสียงนั้น มี 58 เสียงจากพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น“อะไหล่”คอยเติมให้อยู่แล้ว
และโดยสภาพการณ์ที่เป็นจริง บรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านี้ หัวเด็ดตีนขาดก็คงไม่ยอมไปร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชนเป็นหัวขบวนแน่นอน เช่น พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง และพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง ที่เป็น“ปลาคนละน้ำ”กับพรรคประชาชน
ดังนั้น ฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชนเป็นหลักจึงต้องใช้ยุทธวิธีตัดทอนกำลัง ถ้าหากสามารถดึงพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กพรรคน้อยในรัฐบาลบางส่วนประเภทงูเขียวหางแดงหรืองูไม่มีพิษให้หันมาร่วมมือโหวตไม่ไว้วางใจได้ ก็ย่อมมีโอกาสที่จะทำให้รัฐบาลเกิดรอยร้าว
เพราะอย่างน้อยคะแนนเสียงของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน นั่นก็จะทำให้เกิดความระแวงสงสัย จนนำไปสู่ความขัดแย้งทั้งภายในพรรคภูมิใจไทย และระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งถึงแม้ว่าครั้งนี้ไม่สำเร็จ ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญในปีหน้าก็ยังสามารถยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่วางใจรัฐบาลเป็นการลงดาบซ้ำแผลเดิมได้อีก
สรุปแล้ว การเปิดอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลทั้งหมด 18 คนของพรรคฝ่ายค้านครั้งนี้ ก็เหมือนดูหนังม้วนเดิมเรื่องเก่า เพราะทุกเรื่องทุกประเด็นเป็นข่าวเก่าที่นำมาเล่าซ้ำ ไม่ได้มี“ข้อมูลเด็ด”หรือ“หมัดเด็ด”ที่จะไปล้มรัฐบาลได้
งานนี้ก็เป็นเพียงแค่พิธีกรรมของพรรคฝ่ายค้าน เหมือน“เล่นปาหี่”ใน“สัปปายะสภาสถาน”เท่านั้นเอง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

