ได้แค่ปลาซิว สมาคมทนายเป็นห่วง สำนวนโกงสอบยืดเยื้อ

ได้แค่ปลาซิว
สมาคมทนายเป็นห่วง
สำนวนโกงสอบยืดเยื้อ
นายกสมาคมทนายฯ วิจารณ์ ป.ป.ช.มุ่งดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องโกงสอบท้องถิ่นกว่า 6,000 คน เสี่ยงทำสำนวนยืดเยื้อจนสาวไม่ถึงผู้บงการใหญ่ ชี้หากสอบวันละคนไม่เว้นวันหยุดต้องใช้กว่า 16 ปี แนะใช้กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 135 กันผู้เข้าสอบเป็นพยาน เพื่อเปิดโปงเครือข่ายเบื้องหลัง”
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย แสดงความคิดเห็นผ่าน “บันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ” ถึงการดำเนินคดีทุจริตสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่า การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่สามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องผู้ต้องหา 3 คน ที่ถูกจับกุมในคดีดังกล่าวได้ทันภายในระยะเวลาฝากขัง 84 วัน ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ต้องใช้เวลา และมีขั้นตอนแตกต่างจากกระบวนการสอบสวนของตำรวจ กรมราชทัณฑ์จึงต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งสามคน เพราะหมดอำนาจควบคุมตัวตามกฎหมาย
สิ่งที่น่ากังวลคือข่าวจาก ป.ป.ช.ที่ระบุว่าต้องใช้เวลาทำสำนวน เนื่องจากคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 6,000 คน ซึ่งสะท้อนว่า ป.ป.ช.เลือกดำเนินคดีกับผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินให้ตัวแทนหรือนายหน้าเพื่อให้ได้รับคัดเลือกเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด
แม้การดำเนินคดีกับผู้เข้าสอบจำนวนมากอาจดูเหมือนเป็นการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต แต่นายนรินท์พงศ์เห็นว่า ในทางกลับกันอาจทำให้กระบวนการทางกฎหมายล่าช้า เสมือนเป็นการประวิงเวลา ส่งผลกระทบต่อการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดี อีกทั้งอาจทำให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำคัญถูกตัดตอน ไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายและผู้บงการรายใหญ่ได้ ทั้งที่คดีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
นายกสมาคมทนายความฯ ระบุว่า การดำเนินคดีกับผู้เข้าสอบกว่า 6,000 คน ไม่เพียงทำให้การสรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุดต้องใช้เวลาหลายปี แต่ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการสาวถึงตัวการใหญ่ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนย่อมมีแนวโน้มปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้จ่ายเงินให้ผู้ใด และเข้าสอบโดยสุจริต
ทั้งนี้ หากผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่าจ่ายเงินเพื่อให้ได้รับคัดเลือก ก็อาจเป็นการให้ถ้อยคำที่ส่งผลเสียต่อคดีของตนเอง ทำให้โอกาสที่จะได้รับข้อมูลเชื่อมโยงถึงผู้บงการรายใหญ่ลดลง และพยานหลักฐานสำคัญอาจถูกตัดตอน
นายนรินท์พงศ์ยกตัวอย่างว่า หากต้องสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหากว่า 6,000 คน โดยสอบวันละหนึ่งคนและไม่มีวันหยุด จะต้องใช้เวลาถึง 16 ปีเศษ ซึ่งระยะเวลาที่ยืดเยื้ออาจทำให้สังคมหลงลืมคดี และเปิดโอกาสให้ผู้บงการรายใหญ่หลุดพ้นจากการถูกดำเนินคดี
นายกสมาคมทนายความฯ เสนอว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ควรดำเนินการคือการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 135 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช.กันบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดีกับบุคคลนั้นได้ หากให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญที่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยชี้มูลความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ถูกกล่าวหารายอื่น
นายนรินท์พงศ์เห็นว่า หาก ป.ป.ช.พิจารณากันผู้เข้าสอบจำนวนประมาณ 6,000 คน ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องระดับปลายแถวไว้เป็นพยาน เพื่อให้ข้อมูลซัดทอดถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง ก็จะช่วยเปิดเผยเครือข่ายและผู้บงการทุจริตสอบท้องถิ่นให้ประชาชนได้รับทราบ
“การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดคดีนี้คือบทพิสูจน์ว่า ป.ป.ช.จะซื่อสัตย์สนองคุณประเทศชาติและประชาชน หรือจะสนองคุณกับผู้ที่แต่งตั้งให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. เหมือนกับบางองค์กรที่เพิ่งมีมติไป” นายนรินท์พงศ์ระบุ
พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนคดีต่ออัยการสูงสุดไม่ทันกำหนดฝากขัง 84 วันนั้น
เมื่อถามว่า หลักฐานที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ซึ่งเป็นผู้จับกุม ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. มากน้อยเพียงใด พลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่า เท่าที่ตนทราบ สำนวนคดีที่ตำรวจส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการภายในกรอบเวลา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลักฐานที่ตำรวจส่งให้ ป.ป.ช. เพียงพอต่อการเอาผิดผู้ต้องหาหรือไม่ พลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่า หลักฐานที่ตำรวจรวบรวมได้เป็นไปตามข้อเท็จจริง และส่งให้ทันตามกรอบเวลา ซึ่งคดีพวกนี้คณะพนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้สอบสวน
ส่วนการที่ตำรวจเป็นผู้ทำสำนวนพื้นฐานให้กับ ป.ป.ช. นั้น พลตำรวจเอกสำราญกล่าวเพียงว่า ตำรวจทำส่งเบื้องต้นภายใน 30 วัน ส่วนรายละเอียดต้องถาม ป.ป.ช.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

